
คำถามที่ 20 จะทำกำไรแบบ ไม่ต้องเดาทิศทางราคา?
ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนที่เข้ามาลงทุนไม่ว่าในตลาดหุ้นหรือตลาดอนุพันธ์ (TFEX) มักมีความเข้าใจว่าจะสามารถทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้น หรือราคาสินทรัพย์อ้างอิง จะต้องคาดการณ์ได้ว่าราคาจะเคลื่อนไหว หรือมีแนวโน้มไปในทิศทางใด หากเราลงมือซื้อหรือขายได้ถูกทิศทางแนวโน้มของราคาก็จะทำให้เราได้กำไร แต่ถ้าคาดการณ์ทิศทางของราคาผิดก็จะมีผลขาดทุนเกิดขึ้น
ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนที่เข้ามาลงทุนไม่ว่าในตลาดหุ้นหรือตลาดอนุพันธ์ (TFEX) มักมีความเข้าใจว่าจะสามารถทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้น หรือราคาสินทรัพย์อ้างอิง จะต้องคาดการณ์ได้ว่าราคาจะเคลื่อนไหว หรือมีแนวโน้มไปในทิศทางใด หากเราลงมือซื้อหรือขายได้ถูกทิศทางแนวโน้มของราคาก็จะทำให้เราได้กำไร แต่ถ้าคาดการณ์ทิศทางของราคาผิดก็จะมีผลขาดทุนเกิดขึ้น
แต่สำหรับประโยชน์จากการซื้อขาย Options นั้นมีกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้เราสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนที่ของราคาได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องคาดการณ์ทิศทางของราคาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเรียกกลยุทธ์นี้ว่าการซื้อขายความผันผวน โดยการซื้อขายความผันผวนนั้นผู้ลงทุนแค่ให้ความสนใจว่าราคาสินค้าจะมีการเคลื่อนไหวจากราคาในปัจจุบันมากหรือน้อย ในกรณีที่คาดการณ์ว่าราคาจะมีการเคลื่อนไหวมากไม่ว่าจะเป็นทิศทางใดก็ได้เราก็จะตัดสินใจใช้กลยุทธ์ซื้อความผันผวน (Long Volatility) แต่ในกรณีที่คาดว่าราคาจะมีการเคลื่อนไหวไม่มากก็เลือกขายความผันผวนแทน (Short Volatility) ทำให้กลยุทธ์การซื้อขายความผันผวนเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเดาทิศทางของราคา
เวลาที่เราจะตัดสินใจซื้อความผันผวน (Long Volatility) เราจะต้องคาดหวังว่าราคาสินค้าอ้างอิงที่เราสนใจจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงก็ได้ ซึ่งตัวอย่างสถานการณ์ที่ผู้ลงทุนนิยมเข้ามาซื้อความผันผวน ได้แก่ ช่วงที่จะมีข่าวสำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคา เช่น ถ้าสินค้าอ้างอิงเป็นหุ้นรายตัวก็นิยมซื้อความผันผวนช่วงก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการ ถ้าตัวเลขผลประกอบการประกาศออกมามากหรือน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของราคามาก หรือกรณีที่สินค้าอ้างอิงเป็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ช่วงที่มีสถานการณ์สำคัญๆ ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ก็จะเป็นช่วงที่ผู้ลงทุนนิยมซื้อความผันผวน ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2559 มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างมากคือ เหตุการณ์อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) และการเลือกตั้งของสหรัฐ เป็นต้น
นอกจากข่าวที่เป็นหรือเหตุการณ์สำคัญด้านปัจจัยพื้นฐานแล้ว สำหรับมุมมองทางเทคนิคก็มีเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจในการซื้อความผันผวนด้วย โดยสามารถดูได้จากกราฟการเคลื่อนที่ของราคา เช่น การที่ราคาปรับตัวขึ้นมาถึงระดับแนวต้านที่สำคัญ หรือการที่ราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับราคาแนวรับสำคัญ ซึ่งเมื่อราคามีการเคลื่อนที่มาถึงระดับแนวรับหรือแนวต้าน ก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะกลับทิศทาง หรือไม่ก็เบรกแนวรับหรือแนวต้าน เป็นต้น
สำหรับวิธีที่นิยมใช้ในการซื้อความผันผวนคือ การซื้อ Call Options ประเภท Out-of-the-Money (OTM) และซื้อ Put Options ประเภท Out-of-the-Money (OTM) พร้อมๆ กัน ซึ่งกรณีที่ราคาสินค้าอ้างอิงมีการปรับตัวสูงขึ้นราคาของ Call Options จะปรับตัวขึ้นมากกว่าการปรับตัวลงของ Put Options และกรณีที่สินค้าอ้างอิงมีการปรับตัวลดลง ราคาของ Put Options จะมีการปรับตัวขึ้นมากกว่าการปรับตัวลงของ Call Options จึงทำให้ไม่ว่าราคามีการปรับตัวขึ้นหรือลง จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นกำไร
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรทราบเกี่ยวกับการซื้อความผันผวนด้วยการซื้อ Options คือ เงื่อนไขของเวลาที่ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลง หากเป็นไปได้ราคาควรมีการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นๆ เนื่องจากการที่มูลค่าของ Options มีส่วนประกอบ ของ Time Value ทำให้ถ้าระยะเวลาผ่านไปนานแล้วราคาไม่มีการเคลื่อนไหวราคา Options จะมีการปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ซื้อความผันผวน
บทความนี้เป็นบทความตอนสุดท้ายของซีรี่ส์ “20 คำถามเริ่มต้นกับ Options” ซึ่งผมหวังว่าผู้อ่านที่ติดตามซีรี่ส์นี้มาตลอดจะสามารถมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ Options และนำพื้นฐานความรู้เพื่อต่อยอดพัฒนากลยุทธ์การซื้อขาย Futures ใน TFEX ร่วมกับ Options ได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจการซื้อขายอนุพันธ์ใน TFEX สามารถหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขาย Futures หรือ Options ได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th







