
รับมือไทยแลนด์4.0 ยุคของสตาร์ทอัพ
กระแสแรงเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) สตาร์ทอัพ
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
กระแสแรงเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) สตาร์ทอัพ ที่ชั่วโมงนี้ในทุกแวดวงธุรกิจได้หยิบยกมาพูดถึงและกลายเป็นแผนหนึ่งในการทำธุรกิจเพราะระยะหลังจะเห็นชัดเจนว่า มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้เพิ่มวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจโดยเพิ่มในส่วนของการเข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ อย่างเช่น บริษัท เจมาร์ท (JAMART) บริษัท อินทัช คอร์ปอเรชั่น โฮลดิ้งส์ (INTUCH) รวมถึงบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ
หากพูดถึงการเข้าไปลงทุน การเลือกลงทุน ในธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไรเงินลงทุนจึงจะไม่หายและยังได้รับผลตอบแทนที่ดี ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) กูรูและผู้ที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นแรก
ก้องเกียรติ สนใจในเรื่องของการเข้าไปลงทุนสตาร์ทอัพในไทยเพราะเคยลงทุนในธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพมาก่อน และถือว่าเป็นคนแรกที่ลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งได้ลงทุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศจากการที่มีเครือข่ายและกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจในต่างประเทศมาก จึงมีการแนะนำและการลงทุนเกิดขึ้น ซึ่งได้ลงทุนทั้งที่สหรัฐและจีน เช่น การเข้าไปลงทุนใน Lala Move ที่ทำเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าเพราะเมื่อกิจการค้าเกิดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ การขนส่งก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ
สำหรับการเลือกเข้าลงทุนจะต้องดูว่าธุรกิจไปได้หรือไม่ได้ รายได้จะเติบโตต่อเนื่องไหม และจะต้องดูทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบของสตาร์ทอัพที่จะเข้าทั้งระบบหลังบ้านและหน้าบ้าน ดูค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของทีมบริหาร ถ้าหากสูงเกินไปก็จะเป็นข้อสังเกตหนึ่งของการเข้าไปลงทุน และคนทำธุรกิจก็ต้องตระหนักและอย่าลืมว่าเอาเงินคนอื่นมาลงทุนจะต้องรับผิดชอบที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเข้าลงทุนสตาร์ทอัพแม้จะใช้เงินทุนไม่มาก แต่ได้รับผลตอบแทนกลับมาในระดับที่ดีเกิน 100 ล้านบาท
สำหรับในการทำธุรกิจนั้นทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส มีแอพให้บริการลูกค้าคือ ASP Smart ให้บริการกับลูกค้า ซึ่งในแอพนี้จะมีทั้งบทวิจัย ทั้งตลาดหุ้นในและต่างประเทศ มีกราฟเทคนิคต่างๆ รวมถึงลูกค้าจะสามารถสั่งซื้อขายหุ้นได้เลยเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและทันกับยุคดิจิทัล
“รพี สุจริตกุล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า โลกตลาดทุนกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อมีฟินเทคเข้ามา เช่น ต่อไป บล.อาจไม่ต้องมีผู้แนะนำการลงทุนที่เป็นบุคคลแล้ว ถ้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ทำแทนได้ ยิ่งถ้ามีเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามา จะทำให้การทำความตกลงต่างๆ เร็วขึ้น สะดวกขึ้น และจะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
“ช่วง 3-5 ปีต่อจากนี้ ตลาดทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากกระแสฟินเทคที่เข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ตอบรับความต้องการของแต่ละคนอย่างเหมาะสม และมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ฟินเทคจะเปลี่ยนโลกของนักลงทุน ทำให้ได้ข้อมูลและบริการที่มีสปีดเร็วขึ้น ต้นทุนถูกลง คนมีเงินไม่มากก็สามารถเข้าถึงบริการการลงทุนได้มากขึ้น โดยในเดือน มี.ค.นี้ จะประกาศเกณฑ์แซนด์บ็อกซ์ เพื่อรับฟินเทคที่ให้บริการใน 2 ส่วน ได้แก่ ผู้แนะนำการลงทุนและกองทุนส่วนบุคคลเข้ามาอยู่ในแซนด์บ็อกซ์ของ ก.ล.ต.” รพี กล่าว
“ทิพยสุดา ถาวรามร” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนำเอไอมาปรับใช้มากขึ้นของตัวตลาดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในการบริหารจัดการข้อมูลได้หลายเท่า โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินอย่างชัดเจน จะใช้ออโต้อย่างมากคือ “การจัดการลงทุน” และ “การบริหารความมั่งคั่ง”
ตัวอย่างโกลบัลรีเสิร์ชเฮาส์ สามารถทำวิจัยได้ 1,500 หุ้นในตลาดทั่วโลก เป็น 5 หมื่นหุ้น โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนนักวิเคราะห์ขึ้นเลย จึงเห็นได้ชัดว่าช่วยในการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการเข้าถึงลูกค้าใช้โมบายและโซเชียล มีเดียมากขึ้น
หรือเวลธ์ฟรอนต์เป็นบริษัทที่ปรึกษาของสหรัฐที่เดิมมีค่าธรรมเนียมสูงมาก กำหนดขั้นต่ำที่สูงจนคนทั่วไปไม่สามารถใช้บริการได้ สินค้ามักจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าน้อยกว่าประโยชน์บริษัท ใช้แบบสอบถามได้ง่ายก่อนที่จะลงทุนกับลูกค้า แล้วค่อยเริ่มการลงทุน และบริการลูกค้าแต่ละรายอาจจะไม่สูงมากนัก แต่เมื่อรวมหลายคนก็จะได้มูลค่าที่สูงขึ้น







