posttoday
เทรนด์ความงามโลก ยึดตลาดอาเซียน

เทรนด์ความงามโลก ยึดตลาดอาเซียน

25 กุมภาพันธ์ 2560

ความเชื่อที่ว่า “เศรษฐกิจจะซบเซา แต่ผู้หญิงยังต้องสวย” สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามโลก

โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง

ความเชื่อที่ว่า “เศรษฐกิจจะซบเซา แต่ผู้หญิงยังต้องสวย” สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามโลก ที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี และในปีนี้คาดตลาดความงามทั่วโลกจะมีมูลค่ารวมกว่า 9.3 ล้านล้านบาท

อนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม (เอเชีย) ประเทศไทย บอกถึงเทรนด์ความงามโลกปี 2561 ว่า ผู้บริโภคยังคงตอบรับกับกระแสรักษ์โลก รักสุขภาพ โดยมีแนวโน้มว่าสินค้าความงามจะต้องลดการใช้น้ำอันเป็นทรัพยากรสำคัญลง แบรนด์สินค้าต่างๆ จึงเริ่มปรับสูตรของผลิตภัณฑ์เป็นสูตรใช้น้ำน้อยที่สุดจนถึงไม่ใช้เลย ตามด้วยกระแสการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% และกระแสเครื่องสำอางสำหรับเด็ก

ทั้งนี้ เทรนด์ความงามในปี 2561 จากการศึกษาของมินเทล ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางลดการใช้น้ำ เช่น ดราย แชมพูและสบู่ที่ไม่ต้องล้างออก 2.ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง 3.เทรนด์พาวเวอร์เพล สอดรับไลฟ์สไตล์ยุคเร่งรีบ 4.เทรนด์ประสบการณ์ด้านดิจิทัลหรือเทคโนโลยีความงาม

สำหรับเทรนด์ที่ 5 คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับเด็ก เพราะแนวโน้มการใช้เครื่องสำอางในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยลง และ 6.เทรนด์เรียล อินฟลูเอนเซอร์ จุดเด่นคือการสื่อสารที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนการโฆษณา เพราะเป็นการรีวิวการใช้งานของผู้ที่ใช้จริง ทำให้สร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น

“พื้นที่ในอาเซียนเป็นพื้นที่ที่ยังดึงดูดแบรนด์เครื่องสำอางทั้งระดับโลกและเอสเอ็มอีเข้าไปทำตลาดด้วยความ

เทรนด์ความงามโลก ยึดตลาดอาเซียน อนุชนา วิชเวช

ต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น” อนุชนา กล่าว

สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคและสถานการณ์ตลาดความงามของแต่ละประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างกัน โดยกัมพูชาผู้บริโภคมีความเชื่อว่ารูปลักษณ์ที่ดีนั้นสื่อถึงฐานะทางการเงินที่ดี ประชากร 39% ใช้สกินแคร์  21% ต้องแต่งหน้า ซึ่งจีดีพีของกัมพูชาที่โต 7% ส่งผลให้ทุกอุตสาหกรรมเติบโต ซึ่งตลาดความงามของกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ขณะที่ สปป.ลาว จีดีพีก็ยังโตต่อเนื่องและตั้งเป้าเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางภายในปี 2563 ประชากรส่วนใหญ่ 62% เป็นกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตลาดเครื่องสำอางประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณและเสริมความงาม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและครีมกันแดด แป้งฝุ่น และสิ่งปรุงแต่งที่ใช้แต่งตา

ด้านเมียนมาประชาชนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก การตัดสินใจซื้อเน้นเลือกจากประโยชน์ของสินค้าและพิจารณาเรื่องราคาเป็นหลัก ซึ่งสินค้าจากไทยและจีนมีอิทธิพลสูง ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ยอดขายเครื่องสำอางในปี 2559 อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4% ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดความงามในเวียดนามเติบโต คือ การเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประชาชนในเขตชนบทซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ดี จุดเด่นของเครื่องสำอางไทย คือการมีสมุนไพรหลากหลาย มีคุณภาพและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเพื่อนบ้าน จึงทำให้โอกาสของไผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องสำอางและความงามของไทยมีโอกาสเติบโตสูงในตลาดอาเซียน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ