
กองทุนคุ้มครองเงินมั่นคง แต่อนาคตยังเสี่ยง
จากการแถลงผลงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ในปี 2559 ที่ผ่านมา
โดย....พรสวรรค์ นันทะ
จากการแถลงผลงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ในปี 2559 ที่ผ่านมา ที่มีระดับเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 1.17 แสนล้านบาท ถือว่ามีความมั่นคงมาก เพียงพอที่จะดูแลผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงินภายใต้การคุ้มครองประมาณ 71 ล้านราย (บัญชี) มีเงินฝากรวมทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านล้านบาท
เนื่องจากระบบสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่งมาก มีฐานะการเงินดี มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ 18.05% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดที่ 8.5% แม้การทำธุรกิจธนาคารจะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากการปล่อยกู้บ้างประมาณ 2.82% ของสินเชื่อรวม แต่ธนาคารมีการกันสำรองหนี้ถึง 136% สถานการณ์จึงไม่มีอะไรน่าห่วง
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ประธานกรรมการ สคฝ. กล่าวว่า ปัจจุบันฐานะระบบสถาบันการเงินไทยยังมีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ดี จึงมีโอกาสน้อยมากที่สถาบันการเงินไทยจะเกิดวิกฤต หรือเป็นปัญหาให้ สคฝ.ต้องเข้าไปดูแลคุ้มครองจ่ายเงินคืนผู้ฝากในระยะนี้ โดยเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากในปัจจุบันที่ 1.17 แสนล้านบาท ถือว่าสูงระดับหนึ่ง หากเกิดปัญหาขึ้นในขณะนี้ก็สามารถดูแลธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กและขนาดกลางได้ไม่มีปัญหา แต่อาจจะยังไม่ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
“ระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมกับการดูแล อยากให้มีประมาณ 2 แสนล้านบาท ถ้าดูจากเงินนำส่งที่เก็บจากธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 0.01% ของฐานเงินฝาก จะได้มาปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท บวกกับดอกผลจากการบริหารอีกปีละ 3,000 ล้านบาท จะได้เงินเข้าสะสมในกองทุนปีละ 4,000 ล้านบาท กว่าจะได้ 2 แสนล้านบาท คงใช้เวลาอีกนานพอสมควร แต่ก็เชื่อว่าไม่มีปัญหา” กฤษฎา กล่าว
กฤษฎา กล่าวต่อว่า ถึงเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากยังไม่มากเท่าที่ตั้งเป้าไว้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตราเงินนำส่งที่เก็บจากธนาคารพาณิชย์ แต่จะลดลงหรือไม่ ขึ้นกับหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จะชำระได้หมดเมื่อไร เพราะเงินนำส่งที่ธนาคารให้มา 0.47% ของฐานเงินฝากนั้น ประมาณ 0.46% นำไปใช้หนี้กองทุน ส่งเข้าสมทบกองทุนฯ เพียง 0.01% เท่านั้น
ด้าน สาทร โตโพธิ์ไทย ผู้อำนวยการ สคฝ. กล่าวว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมาสามารถนำเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากไปบริหารจัดการและลงทุนได้ผลตอบแทนประมาณ 3,200 ล้านบาท ใกล้เคียงกับทุกปี ทำให้แต่ละปีมีเงินสะสมในกองทุนเพิ่มประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ปี 2560 คาดว่าเงินรายได้จากการบริหารอาจจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 2,900 ล้านบาท เพราะเกณฑ์ในการนำเงินไปลงทุนเน้นความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ทำให้ลงทุนได้เฉพาะเงินฝากและถือลงทุนในพันธบัตรที่คลังค้ำประกัน เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐมีทิศทางปรับขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (ยิลด์) จะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าพันธบัตรเมื่อตีราคาตามมูลค่าตลาดจะลดลง พันธบัตรที่ สคฝ.ถือไว้จึงอาจมีมูลค่าลดลงบ้าง แต่ไม่น่ากระทบ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในทิศทางที่ดี
“เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ฝากเงินมากขึ้น ให้ได้รับเงินฝากคืนรวดเร็วใน 30 วัน หากเกิดปัญหาแบงก์ใดแบงก์หนึ่งปิดกิจการ สคฝ.ได้พัฒนาระบบไอทีให้สมบูรณ์มากขึ้น เพื่อให้ระบบชำระบัญชีได้อัตโนมัติ คาดว่าระบบจะเสร็จสมบูรณ์ภายในกลางปีนี้”
อย่างไรก็ดี ถึงระดับเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากจะเพียงพอ เพราะฐานะธนาคารแข็งแกร่งดูแลผู้ฝากเงินได้เกือบ 100% แต่ระหว่างนี้ไปอีกประมาณ 20 กว่าปี ที่จะทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนปีละ 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ครบ 2 แสนล้านบาท ที่เป็นระดับที่เหมาะสมได้ ก็ยังไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าตลอด 20 ปีนี้ จะไม่มีความเสี่ยงในระบบธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้น







