
เผยโฉม ‘แท็กซี่อากาศ’ การสัญจรใหม่แห่งอนาคต
ข่าวเมืองดูไบในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะเริ่มเปิดบริการแท็กซี่อากาศในเดือน ก.ค.ปีนี้
โดย...นรินรัตน์ พรหมพอทักษ์
ข่าวเมืองดูไบในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะเริ่มเปิดบริการแท็กซี่อากาศในเดือน ก.ค.ปีนี้ ได้สร้างความตื่นเต้นขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่การสัญจรทางอากาศกำลังเกิดขึ้นจริงในเขตเมือง
บริการแท็กซี่อากาศดังกล่าวเป็นการรับส่งผู้โดยสารด้วยการใช้โดรนอี้หาง 184 ผลิตโดยบริษัทสัญชาติจีนอี้หาง ซึ่งสามารถเรียกใช้บริการได้ผ่านแอพพลิเคชั่นและรับส่งผู้โดยสารได้ครั้งละ 1 คน รับน้ำหนักได้ราว 100 กิโลกรัม โดยโดรนไร้คนขับดังกล่าวเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และแล่นได้ในระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ราว 30 นาทีต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง
ทั้งนี้ พนักงานที่ศูนย์บัญชาการและการควบคุมบนพื้นดิน จะเป็นผู้ดูแลการทำงานและการเคลื่อนที่ของโดรน ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อกับศูนย์ดังกล่าวได้เช่นกัน
หน่วยงานกำกับดูแลการคมนาคมและถนนของดูไบ เปิดเผยว่า ทางการตัดสินใจนำโดรนดังกล่าวมาใช้จริง หลังการทดสอบบินกว่า 100 ครั้งประสบความสำเร็จ ซึ่งบริการแท็กซี่อากาศเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการสัญจรด้วยยานพาหนะไร้คนขับ 25% ภายในปี 2030 ของยูเออี
แท็กซี่อากาศถือเป็นใบเบิกทางสู่การสัญจรรูปแบบใหม่ ท่ามกลางสภาพจราจรที่คับคั่งในหลายเมืองใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากยูเออีแล้ว แอร์บัสผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่จากฝรั่งเศสเตรียมเปิดให้บริการ “วาฮานา” แท็กซี่อากาศไร้คนขับในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยยานพาหนะดังกล่าววิ่งได้ราว 80 กิโลเมตร และจะเริ่มบินทดสอบจริงก่อนสิ้นปีนี้
ขณะที่อูเบอร์ผู้ให้บริการแท็กซี่ออนไลน์รายใหญ่เริ่มเตรียมแผนการรองรับแท็กซี่อากาศ เนื่องจากมองว่าดีมานด์บริการเดินทางดังกล่าวจะสูงขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะพัฒนาแท็กซี่อากาศขึ้นเอง
แม้การสัญจรด้วยแท็กซี่อากาศไร้คนขับนับเป็นอนาคตที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่บริการดังกล่าวใช่ว่าจะสำเร็จได้โดยง่าย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งขณะนี้ใช้งานได้ราว 30 นาทีเท่านั้น และยังไม่เพียงพอต่อการพาผู้โดยสารบินข้ามเขตเมืองขนาดใหญ่
ความปลอดภัยยังเป็นอีกประเด็นที่น่าวิตกอยู่ โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (เอฟเอเอ) เปิดเผยว่า ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยและทดสอบเพิ่มเติมว่าโดรนไร้คนขับที่นำมารับส่งผู้โดยสารมีความปลอดภัยจริง และกระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะกินเวลายาวนานจนกว่าจะผ่านมาตรฐานของเอฟเอเอ
นอกจากนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับบริการแท็กซี่อากาศได้ ซึ่งจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ลงจอดให้มากเพียงพอ และต้องปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศเพื่อเอื้อต่อการดูแลความเรียบร้อย รวมถึงบริษัทผู้ผลิตโดรนควรหาทางลดความดังในการบินขึ้นหรือลงจอดของโดรนด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันมลภาวะทางเสียง เนื่องจากแท็กซี่อากาศมุ่งให้บริการในเขตเมืองเป็นหลัก
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างแท็กซี่อากาศอาจไม่ใช่ปัญหา แต่ความท้าทายใหญ่ที่ตามมาคือยานพาหนะดังกล่าวจะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ในอนาคต







