
JWDคาดกำไรปีนี้ เติบโตดีกว่ารายได้
JWD คาดกำไรปีนี้โตดีกว่ารายได้ เปิดแผนซื้อกิจการทั้งในและนอกประเทศ สรุปในปีนี้ 1-2 ธุรกรรม
JWD คาดกำไรปีนี้โตดีกว่ารายได้ เปิดแผนซื้อกิจการทั้งในและนอกประเทศ สรุปในปีนี้ 1-2 ธุรกรรม
นายเอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรของบริษัทในปีนี้จะเติบโตสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่ต่ำกว่า 7% หรือจะมีรายได้รวม 2,400-2,500 ล้านบาท จากการเติบโตของทุกธุรกิจ
ทั้งนี้ ธุรกิจร่วมทุนทั้งธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่ได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท ศรีไทย กรุ๊ป จะสร้างรายได้เต็มปีในปีนี้เป็นปีแรก อีกทั้งจะมีรายได้จากการร่วมทุนกับบริษัท สยามกลการอุตสาหกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อทำธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์จะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในไตรมาสแรก ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารจัดการสินค้าอันตรายจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มปีจากศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์ (JCS) ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง และธุรกิจรับขนส่งสินค้าได้วางแผนขยายการให้บริการไปสู่ลูกค้าที่เป็นผู้บริโภครายย่อยจากปัจจุบันที่ให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีเป็นปีแรกจากธุรกิจคลังสินค้าในลาว เมียนมา และกัมพูชาที่ทยอยลงทุนไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมองโอกาสการขยายการลงทุนในกัมพูชาเพิ่มด้วย เพราะถือเป็นประเทศที่มีการลงทุนมูลค่าสูงสุดและมีการเติบโตสูง ขณะที่ในเมียนมายังศึกษาโอกาสการลงทุนเพิ่มในธุรกิจให้บริการจัดเก็บเอกสารและไฟล์ หลังจากบริษัทให้บริการในกัมพูชา อีกทั้งมีแผนจะขยายธุรกิจขนส่งและบริการวิธีการศุลกากรซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี บริษัทจะมีอัตรากำไรขั้นต้น 32-33% ดีขึ้นจากปี 2559 ที่ 30% ในระยะยาวจะกลับไปที่ระดับ 35% หลังจากในปีนี้อัตราการให้บริการพื้นที่และบริหารคลังสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งสามารถกลับมาเปิดบริการได้ปกติหลังจากคลังสินค้าปิดให้บริการไป 6 เดือนในปี 2559 ที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจห้องเย็นยังฟื้นได้เร็วดีกว่าที่คาดไว้รวมถึงยังมีแผนที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารปีนี้ลดลงจากปี 2559 ด้วย ในปีนี้บริษัทจะไม่บันทึกรายการตั้งสำรองขนาดใหญ่ 140 ล้านบาทเหมือนกับปีก่อน เพราะตั้งสำรองไปแล้ว
“ปีนี้ทั้งธุรกิจและผลประกอบการจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2559 ที่เป็นจุดต่ำสุดเพราะมีผลกระทบจากเหตุการณ์ชั่วคราวซึ่งในปีนี้จะไม่มีปัจจัยเหล่านี้มากระทบอีก ทุกธุรกิจปีนี้จะเติบโตดี” นายเอกพงษ์ กล่าว
โดยบริษัทมีแผนในการซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ซึ่งคาดว่าจะสรุปการลงทุนในปีนี้ 1-2 ธุรกรรม มูลค่า 1,500-2,000 ล้านบาท หลังจากเข้าไปศึกษาธุรกรรมเพิ่มอีก 2-3 ธุรกรรม ทั้งในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย จากก่อนหน้านี้มีแผนจะเข้าซื้อกิจการในมาเลเซีย การซื้อกิจการจะทำให้รายได้จากต่างประเทศในปี 2563 เพิ่มเป็น 25% จากปี 2560 ที่ 9-10%
บริษัทมีแหล่งเงินทุน 5,000 ล้านบาท เป็นวงเงินหุ้นกู้ 2,500 ล้านบาท รวมถึงการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ส่วนงบลงทุนในปีนี้วางไว้ 300-500 ล้านบาท เพื่อซื้อรถยนต์ 4 ล้อ และจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการขนส่ง







