
การท่าเรือฯตั้งเป้าปั้นรายได้2.8พันล้านใน5ปี
การท่าเรือแห่งประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการค้า 125% พร้อมปั้นรายได้เชิงพาณิชย์ 2.8 พันล้านภายใน 5 ปี
การท่าเรือแห่งประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการค้า 125% พร้อมปั้นรายได้เชิงพาณิชย์ 2.8 พันล้านภายใน 5 ปี
นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังจากมอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยว่า การท่าเรือฯมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศควบคุมสักส่วนการนำเข้าและส่งออกสินค้าของไทยกว่าร้อยละ 80 โดยปัจจุบันมียอดปริมาณสินค้าอยู่ที่ 8 ล้านตู้ทีอียูต่อปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มปริมาณรองรับสินค้าอีก 125% หรือ 18 ล้านตู้ทีอียูภายใน 5 ปี (2560-2565) จากการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และการปรับปรุงท่าเรือคลองเตย เพื่อปูทางให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพเติบโตทางการค้ารองรับการขยายตัวของตลาดภูมิภาค นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้มีรายได้ 2,800 ล้านบาทต่อปีคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมด 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ปัจจุบันการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ของการท่าเรือถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากอยู่ที่เพียง 1.21% คิดเป็น 700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของหน่วยงานและองค์กรอื่นๆซึ่งอยู่ที่ราว 4%-5%
นายพิชิตกล่าวต่อว่า นอกจากการเพิ่มปริมาณสินค้านำเข้าและส่งออกแล้ว ยังได้กำชับให้การท่าเรือพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟใหม่โดยเฉพาะขีดความสามารถด้านความปลอดภัยในการขนส่งเนื่องจากในอนาคตสินค้าส่งออกของไทยจะเปลี่ยนจากสินค้าน้ำหนักมากมูลค่าน้อยเป็นสินค้าขนาดเล็กแต่มีมูลค่ามากอาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เครื่องมือการแพทย์และชิ้นส่วนอากาศยาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับบุคลากรและผู้ประกอบการอีกด้วย
นายพิชิต กล่าวว่า ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วนได้แก่ พื้นที่ท่าเรือคลองเตย 700 ไร่ ซึ่งเบื้องต้นจะพัฒนาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ย่านการค้าตลอดจนต่อยอดเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในอนาคต อาทิ สวนอุตสาหกรรมไอทีและอุตสาหกรรมด้านสุขภาพเจาะตลาดผู้ป่วยและกลุ่มผู้สูงอายุรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไทย ส่วนด้านพื้นที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบังจำนวน 3,000 ไร่นั้นจะพัฒนาเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำ ทางรางและทางอากาศรองรับการค้าระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี ตลอดจนปรับปรุงพื้นที่หลังท่าเรือให้มีศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้จะเร่งปรับปรุงท่าเรือคลองเตยและท่าเรือแหลมฉบังให้มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าตามแนวชายฝั่งอีกด้วย ทั้งนี้ได้สั่งการให้การท่าเรือฯส่งแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์กลับมายังกระทรวงคมนาคมภายในสองสัปดาห์ก่อนตั้งคณะทำงานร่วมกันต่อไป
นายพิชิตกล่าวต่อว่า การลงทุนก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้นจะเปิดกว้างด้านการลงทุนทั้งแบบร่วมทุนพีพีพีและการระดมทุนผ่านกองทุนอินฟราสตัคเจอร์ฟันด์ และกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF : Thailand Future Fund) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลงทุนตลอดจนช่วยลดตัวเลขหนี้สาธารณะของภาครัฐ จากประสบการณ์ด้านบริการกองทุนรวมคาดว่าผลตอบแทนคาดว่าเบื้องต้นการันตีที่ 3% แต่ม๊โอกาสที่ผลตอบแทนดังกล่าวจะพุ่งสูงราว 6% และมากกว่า 9% ในอนาคต







