
ค่าธรรมเนียมกองทุน มากไปไหม?
หลังจากไป “สืบจากหนังสือชี้ชวน” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เลยได้เจอ “ของดี” ที่หัวข้อที่ 15 ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม
หลังจากไป “สืบจากหนังสือชี้ชวน” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เลยได้เจอ “ของดี” ที่หัวข้อที่ 15 ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม
ไม่เชื่อไปลองหาหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของกองทุนรวมสักกองทุนมาเปิดดูตอนนี้เลยเห็นแล้วจะตกใจ เพราะความยาวของหัวข้อนี้กินพื้นที่ไปประมาณ 6-7 หน้ากระดาษ A4 อัดแน่นไปด้วยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนที่เรียกเก็บจากนักลงทุนและเก็บจากกองทุนมากกว่า 40 รายการ (คงเพราะแจ็กพอตไปเปิดหนังสือชี้ชวนของกองทุนต่างประเทศ)
สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ บอกว่า ถ้าเทียบกับการออกไปลงทุนต่างประเทศเองจะเจอค่าธรรมเนียมยุ่บยั่บกว่านี้อีกเยอะ แถมค่าธรรมเนียมบางรายการยังแพงกว่าการลงทุนกองทุนต่างประเทศผ่าน บลจ.อีกต่างหาก
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง เป็นค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการส่งคำสั่งเพื่อทำรายการต่างๆ ของผู้ลงทุนแต่ละราย เช่น
- ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน (Front-end Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่จะถูกเรียกเก็บเมื่อซื้อหน่วยลงทุน โดยจะบวกเข้าไปกับมูลค่าหน่วยลงทุนที่ซื้อ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ยกตัวอย่างว่า “ถ้าคุณต้องการซื้อกองทุนรวม A ซึ่งมีมูลค่าหน่วยลงทุนเท่ากับ 12 บาท จำนวน 1,000 หน่วย และกองทุนนี้คิดค่าธรรมเนียมการขาย 1% ของยอดซื้อ ดังนั้น คุณจะต้องชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนทั้งสิ้น 12,120 บาท
- ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Back-end Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่ถูกเรียกเก็บเมื่อขายหน่วยลงทุนคืนให้ บลจ. โดยจะถูกหักจากเงินที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุน
“ถ้าคุณต้องการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม B ซึ่งมีมูลค่า 11 บาท จำนวน 500 หน่วย และกองทุนนี้คิดค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน 1% ของยอดขาย ดังนั้น คุณจะได้รับเงินค่าขายหน่วยทั้งสิ้นเท่ากับ 5,445 บาท” บล.กรุงศรี ให้ข้อมูล
นอกจากนี้ อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการโอนหน่วยลงทุนให้กับบุคคลอื่น หรือค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหนึ่งต้องการเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนรวมอีกกองหนึ่ง ภายใต้การบริหารจัดการของบลจ.เดียวกัน หรือค่าปรับกรณีขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาถือครองที่กำหนดในโครงการ(Exit Fee)
เพราะฉะนั้นก่อนจะสับเปลี่ยนกองทุน หรือการปรับพอร์ตก็ต้องประเมินค่าธรรมเนียมไว้ด้วย เพราะจะต้องเจอทั้งค่าธรรมเนียมขายกองทุนเดิม (หรืออาจจะมีค่าปรับ) และค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนใหม่ ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่ได้เพิ่ม
2.ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากตัวกองทุนรวมจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนรวมที่เรียกว่า TotalExpense Ratio
“ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเป็นภาระทางอ้อมที่ผู้ลงทุนต้องแบกรับอยู่ด้วย” บล.กรุงศรี ระบุ
นั่นเพราะนักลงทุนจะมองไม่เห็นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพราะไม่ได้เก็บจากนักลงทุนโดยตรง แต่จะเก็บจากกองทุนรวม
- ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) เป็นค่าใช้จ่ายที่ บลจ.เรียกเก็บจากการบริหารเงินลงทุนของกองทุน
ถ้าเป็นกองทุนธรรมดาๆ ไม่ได้ใช้ฝีมือมากนักก็จะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนถูกหน่อย แต่กองทุนไหนที่ต้องอาศัยฝีมือมากๆ ค่าธรรมเนียมก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ไม่ว่าจะคิดอยู่ที่เท่าไร ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ค่าธรรมเนียมกองทุนไทยแทบจะถูกที่สุดอยู่แล้ว
- ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee Fee) เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของเรียก
เก็บจากกองทุนรวม
- ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage Fee) กองทุนที่มีการซื้อขายบ่อยๆ หรือมี Turnover Ratio สูงๆ จะเสียค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สูงกว่ากองทุนที่ไม่ค่อยได้ซื้อขาย
- ค่านายทะเบียนหน่วยลงทุน
- ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์กองทุน
- ค่าผู้สอบบัญชี
- ค่าใช้จ่ายในการจัดทำและแจกจ่ายหนังสือชี้ชวน
กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เคยข้อมูลไว้ว่า นักลงทุนต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมส่วนนี้มาก เพราะมีบทวิจัยออกมาว่าปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่จะบ่งบอกผลตอบแทนของกองทุนรวมก็คือ Total Expense Ratio
“กองทุนรวมไหนที่เก็บค่าใช้จ่ายสูงๆ จะสร้างผลตอบแทนไม่ดี ส่วนกองทุนรวมไหนเก็บค่าใช้จ่ายต่ำจะสร้างผลตอบแทนได้ดี เช่น กองทุน A เก็บ Total Expense Ratio 2% กอง B เก็บ 0.5% แน่นอนว่ากองทุน B มีแต้มต่อไปแล้ว 1.50% หมายความว่าหากบริหารกองทุนแล้วติดลบ 1.50% ยังได้เท่ากับกองทุน A ที่บริหารแล้วได้ผลตอบแทน 0%”
นอกจากนี้ ไม่ว่ากองทุนจะกำไร หรือขาดทุน ผู้ถือหน่วยต้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามที่ระบุเอาไว้เสมอ
“ด้วยเหตุนี้นักลงทุนในต่างประเทศมักจะเลือกลงทุนกองทุนที่เก็บค่าใช้จ่ายต่ำควบคู่ไปกับการดูผลตอบแทนของกองทุน โดยต้องดูเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน” กิตติคุณ ระบุ
เพราะ “แม้ว่าจะเป็นกองทุนประเภทเดียวกันและมีนโยบายการลงทุนที่เหมือนกันด้วย แต่บริหารโดยคนละ บลจ.ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็อาจแตกต่างกันอยู่ดี เพราะ บลจ.แต่ละแห่งก็มีต้นทุนในการดำเนินงานไม่เท่ากัน” บล.กรุงศรี ระบุ
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยที่ได้ชื่อว่ามีค่าธรรมเนียมกองทุนต่ำมาก และถ้าเป็นกองทุนประเภทเดียวกันจะมีค่าธรรมเนียมไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละ บลจ.
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังกําหนดให้เปิดเผยรายละเอียดของค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้ชัดเจน สำหรับรายการที่เกินกว่า 0.01% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
แต่ในท้ายที่สุด ไม่ว่าค่าธรรมเนียมจะเป็นอย่างไร ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนได้น่าพอใจ ก็คงจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักลงทุน







