
BCP ปั๊มกำไรค้าปลีก สู้น้ำมันป่วน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“วิบูลย์ วงสกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจค้าปลีกและสนับสนุนการตลาด บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางจาก รีเทล (BRC) ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการแยกธุรกิจรีเทลในกลุ่มเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มมากขึ้น การขยายกิจการตามนโยบายมีโอกาสจะเกิดขึ้นใน 5 ปีนี้ เพื่อสร้างการเติบโตจากปกติ จากเดิมที่ใช้เงินทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่เป็นหลัก ดังนั้นการมีแหล่งเงินทุนที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยให้สามารถเร่งการเติบโต
ทั้งนี้ การขยายธุรกิจมาสู่ค้าปลีกหรือธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันสอดคล้องแผนในช่วง 5-6 ปีข้างหน้าต้องการจะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจค้าปลีกเป็น 30% จากปัจจุบันที่มีประมาณ 10% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของกำไรและลดผลกระทบจากวงจรความผันผวนของน้ำมัน
BCP จะได้รับผลดีจากแยกธุรกิจค้าปลีกเข้า SET เป็นการปลดล็อกมูลค่าธุรกิจค้าปลีกในกลุ่ม เนื่องจากหุ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกมีอัตรากำไรปิดต่อราคาหุ้น (พี/อี) ที่ดีอยู่ที่ 30-40 เท่าเทียบกับหุ้นกลุ่มน้ำมันที่มีพี/อีเพียง 10 เท่า ทำให้นักลงทุนสามารถเห็น รวมถึงสะท้อนมูลค่าธุรกิจที่แท้จริงและในอนาคตหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว จะมีช่องทางแหล่งเงินลงทุนของตัวเองเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่พึ่งแหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่เป็นหลัก
“การที่แยกธุรกิจค้าปลีกออกมาให้ยืนชัดเจนในอุตสาหกรรมที่อยู่ จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ตัวธุรกิจที่จะเพิ่มขึ้น เพราะจะเห็นว่าในการซื้อกิจการค้าปลีกหลายธุรกรรมใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะมีค่าพี/อีที่ค่อนข้างสูง”
ทั้งนี้ จะเป็นช่องทางแหล่งเงินทุนหนึ่งที่ใช้ในการขยายธุรกิจกลุ่มค้าปลีก อาทิ ร้านกาแฟ อินทนิล คอฟฟี่ ปัจจุบันมีสาขารวม 400 สาขา แบ่งเป็นสาขาของร้านกาแฟ อินทนิล คอฟฟี่ การ์เด้น เป็นร้านที่ใช้กาแฟออร์แกนิกเป็นร้านกาแฟรูปแบบพรีเมียม ขณะนี้ทดลองเปิดไปแล้วจำนวน 46 สาขา อีกประมาณ 360 สาขา เป็นร้านกาแฟ อินทนิล คอฟฟี่
อีกทั้งขยายธุรกิจร้านอาหารเลม่อนคิทเช่น คอนเนอร์ จะรวบรวมร้านอาหารที่มีความอร่อยแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ พื้นที่เช่าในบริเวณสถานีบริการน้ำมันรวมถึงแผนการนำแบรนด์ใหม่ “SPAR” ที่บางจากได้สิทธิเป็นมาสเตอร์ไลเซนส์แฟรนไชส์มาในปี 2559 จากเจ้าของบริษัทแม่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ดำเนินธุรกิจนี้ในประมาณ 40 ประเทศทั่วโลก และดำเนินธุรกิจมานานถึงราว 80 ปี ทั้งนี้จะคล้ายกับกลุ่มซีพีที่ได้สิทธิเป็นมาสเตอร์
แฟรนไชส์ของแบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่น เข้าขยายสาขาในไทย
สำหรับแบรนด์ SPAR บางจากสามารถลงทุนพัฒนาได้ทุกรูปแบบทั้ง ซีสโตร์ซูเปอร์สโตร์ รวมถึงรูปแบบไฮเปอ์มาร์เก็ตเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ขึ้นกับปัจจัยการเลือกทำเลที่เหมาะสม จึงเป็นโมเดลที่มีความยืดหยุ่นสูงและยั่งยืน ทั้งนี้การซื้อรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ มีข้อดี คือ จะได้องค์ความรู้ รวมถึงระบบบริหารจัดการทั้งหมดมาจากเจ้าของแบรนด์ติดมาด้วย อาทิ ศูนย์กระจายสินค้าสินค้า ระบบหลังบ้าน โดย SPAR International จะส่งทีมงานมาช่วยจัดตั้งวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ด้วย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี ในการวางระบบงานน่าจะมีความพร้อมมากขึ้น อีกด้วยการที่บางจากถือสิทธิมาสเตอร์ไลเซนส์แฟรนไชส์ทำให้ในอนาคตสามารถขายแฟรนไชส์ต่อได้ด้วย เป็นรายได้ที่มีโอกาสจะได้เข้ามาเพิ่มเติมที่บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาระบบ ด้วยจะเริ่มขายแฟรนไชส์ SPAR ได้ในช่วงปลายปีนี้
นอกจากนี้ หลังจากในปี 2559 ถึงปัจจุบันบริษัททยอยเปิดร้าน SPAR ไปแล้วจำนวน 7 สาขา ถือว่าเกิดประโยชน์กับธุรกิจสถานีให้บริการน้ำมันด้วย เพราะทำให้ยอดขายน้ำมันเติบโตขึ้นจากเดิมไม่ต่ำกว่า 10% เพราะสามารถมาเติมน้ำมัน พร้อมจับจ่ายซื้อสินค้า รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มได้สะดวกสบายหรือในลักษณะ One Stop Shopping อีกทั้งยังออกแบบให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ง่าย รวมถึงบริการห้องน้ำ
ในช่วง 5-6 ปี SPAR จะเปิดสาขา 60-80 แห่ง/ปี รวมถึงจะพิจารณาเปิดสาขาในทำเลนอกบริเวณสถานีบริการน้ำมันเพิ่มด้วย ทั้งนี้เป็นธุรกิจที่ต้องมีการขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อติดตามถึงผลประกอบการโดยตามแผนใน 5 ปี หรือปี 2564 จะมีสาขารวมทั้งสิ้นประมาณ 380-400 แห่ง ทั้งนี้ยังไม่รวมแผนในการขยายร้านกาแฟ อินทนิล คอฟฟี่ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 400 แห่ง ซึ่งมีแผนจะเพิ่มจำนวนอีกประมาณ 100 แห่ง/ปี หรือมีสาขารวมเพิ่มเป็น 900 สาขา ส่วนร้านอาหารของเลม่อน คิทเช่นคอนเนอร์ มีแผนจะเพิ่มเป็นประมาณ 50-60 จุด ในจุดที่มีการสัญจร ทั้งนี้ตามแผนทั้งหมดดังกล่าวบริษัทตั้งเป้าหมายว่าธุรกิจกลุ่มรีเทลจะมีรายได้เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท จากปี 2559 ที่มีรายได้700 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักสำคัญคือการขยายของธุรกิจ SPAR
วิบูลย์ กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ดังกล่าวนี้ยังไม่นับรวมโอกาสจากแผนในการขายแฟรนไชส์ SPAR ออกไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา เบื้องต้นจะนำธุรกิจสถานีบริการน้ำมันออกไปเพื่อเจาะพื้นที่ก่อนเพื่อให้ธุรกิจของ SPAR สามารถแชร์ต้นทุนร่วมกันด้วย เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราที่สูงขึ้น ขณะเดียวยังมองโอกาสการออกไปเปิด SPAR แบบเดี่ยวด้วยเช่นกัน







