
หนุนถ่ายหนังในไทย
...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สะสมชื่อเสียงมาเป็นระยะยาวนานว่าเป็นแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยนอกจากประโยชน์ที่ไทยได้รับโดยตรงจากคณะถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศแล้ว ยังมีประโยชน์ทางอ้อมในด้านการท่องเที่ยวด้วย
ตัวอย่างหนึ่ง คือ ภาพยนตร์เจมส์บอนด์ ตอน Man With the Golden Gun นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ พ.อ.เฉลิมชัย จารุวัติ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อสท.) ในขณะนั้น ได้เชื้อเชิญให้เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อสัมผัสกับความสวยงามของภูเก็ตและพังงา ก่อให้เกิดความสนใจมาท่องเที่ยวในภูเก็ตและพังงาอย่างมากมาย จนกลายเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั่วโลก โดยเฉพาะเขาพิงกันซึ่งเป็นฉากสำคัญ ต่อมาได้รับการกล่าวขานกันในชื่อใหม่ว่า
“เกาะเจมส์บอนด์”สำหรับจุดเด่นของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์มีมากมาย ทั้งในแง่ภูมิประเทศของไทยที่สวยงามและหลากหลาย ในแง่มีบริษัททำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีอุปกรณ์มากมาย ทำให้สะดวกไม่ต้องขนมาจากต่างประเทศ มีบุคลากรชาวไทยที่มีประสบการณ์ทำงานในด้านนี้ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังไทยเผชิญปัญหามากมาย ทั้งความยุ่งยากในด้านภาษีอากรของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ ปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ปัญหาความยุ่งยากในการขออนุมัติอนุญาต ฯลฯ ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฯลฯ ได้รณรงค์อย่างจริงจังให้ต่างประเทศไปถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศตนเอง
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เปิดให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเภท 7.6
“กิจการสร้างภาพยนตร์ไทยหรือการให้บริการแก่ธุรกิจสร้างภาพยนตร์หรือธุรกิจ Multimedia” โดยอยู่ในข่ายได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ทุกเขตที่ตั้ง 5 ปี และกรณีตั้งกิจการในเขตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นเวลา 8 ปี เป็นต้นว่ากิจการให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และ/หรือประกอบการถ่ายทำภาพยนตร์ มีบริษัทได้รับการส่งเสริม เป็นต้นว่า บริษัท ไลท์เฮ้าส์ฟิล์มเซอร์วิส บริษัท วีเอสกรุงเทพ บริษัท เกียร์เฮด บริษัท เรดฟอกซ์โปรดักชั่น และบริษัท มีเดียวอค
กิจการบริการประสานงานภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย มีบริษัทได้รับการส่งเสริม เป็นต้นว่า บริษัท แอปเปิ้ล บ๊อกซ์เอเชีย (บางกอก) บริษัท ทูมังกี้ส์ ฟิล์มส์
ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2553 อนุมัติในหลักการมาตรการสร้างแรงจูงใจการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ดังนี้
ประการแรก มาตรการคืนภาษี 2 มาตรการ ได้แก่
การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มจำนวนให้บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ
การคืนภาษีอื่นๆ คิดเป็น 1520% จากยอดภาษีทุกประเภทที่บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ชาวต่างประเทศต้องจ่ายให้ประเทศไทย
ประการที่สอง มาตรการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี 4 ประเภท ได้แก่
ยกเว้นการเก็บภาษีนักแสดงต่างชาติ หรือเก็บภาษีในอัตรา 0%
ปรับปรุงข้อความในแบบแจ้งขออนุญาตทำงานชั่วคราวของชาวต่างชาติของกรมการจัดหางานให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของธุรกิจถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ
ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์
จัดช่องทางด่วนพิเศษในการตรวจลงตราเข้าประเทศที่สนามบินนานาชาติสำหรับนักแสดงและคณะถ่ายทำภาพยนตร์ชาวต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่ 15 วันขึ้นไป โดยได้รับการลงตราหนังสือเดินทางประเภท Nonimmigrant จากสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ อย่างถูกต้องเป็นหลักฐาน
หากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น ก็เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงได้รับความสนใจเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับแนวหน้าของทวีปเอเชียต่อไปในอนาคต และจะสร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประเทศเป็นเงินมหาศาลหลายสิบหลายร้อยเท่าของเงินภาษีอากรที่สูญเสียไป







