
TBSPพร้อมรุก
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“ณฐพงศ์ พินิตพงศ์กุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริติชซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง (TBSP) ผู้ผลิตสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลง ผลิต และจำหน่ายสินค้าและบริการหลากหลาย เพิ่งเปิดตัวหลังจากรับตำแหน่งนี้มาได้ 3 ปี และผ่านมาประมาณ 1 ปีหลังจากที่บริษัทขายหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กล็อต) สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX ไปตั้งแต่ปลายปี 2558
ณฐพงศ์ บอกว่า SYNEX เข้ามาช่วยเสริมให้เกิดกลยุทธ์ที่มากขึ้นเท่านั้น เพราะนำจุดแข็งของแต่ละคนออกมาคือความถนัดในด้านเทคโนโลยี ส่วนบริษัทมีจุดแข็งคือความน่าเชื่อถือในการทำระบบความปลอดภัยที่จะทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการให้บริการทั้งระบบแบบครบวงจร ที่สินค้าจะต้องประกอบด้วยซอฟต์แวร์ การบริการ และอนาคตในการจะเป็นรูปแบบที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น เช่น
โมบายเพย์เมนต์
บริษัทมีแผนที่จะขยายงานไปตลาดต่างประเทศมากขึ้นในกลุ่มสินค้าเดิมที่เป็นวงจรขาลงในประเทศไทย เช่น แสตมป์ เช็ค หรือสมุดบัญชี เพราะคนเริ่มใช้กระดาษลดลง แต่มองว่ามีโอกาสเติบโตได้มากขึ้นในประเทศแถบอาเซียน จึงตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศกลุ่มนี้จะเติบได้อีก 2 เท่าของปัจจุบันมีรายได้จากต่างประเทศ 12% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมาจาก 7% เมื่อปี 2557 โดยบริษัทส่งออกสินค้าไปทั้งหมด 15 ประเทศ
“สิ่งที่บริษัทพยายามทำเพิ่ม คือ กลุ่มผู้ที่ต้องการสินค้าที่มีความต้องการระบบปลอดภัยสูง หรือเป็นกลุ่มที่เป็นตลาดเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) ซึ่งถ้าเราขายสินค้าอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนก็มีตัวแปรเรื่องการแข่งขันทางด้านราคา ถ้าเป็นสินค้าครบวงจรเรื่องราคาไม่ใช่ทุกรายทำได้ เพราะเราแข็งเรื่องคุณภาพและบริการ อัตรากำไรสุทธิที่ได้จึงสูงขึ้น เพราะเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ”
สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นความปลอดภัยในรูุปกระดาษ 60% ซึ่งยังเป็นตัวที่ให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ที่สูงสุดอยู่ มีข้อดีที่ยังสามารถรุกประเทศเพื่อนบ้านได้อยู่ วงจรธุรกิจ 3-5 ปี ระบบความปลอดภัยบนพลาสติก 20% วงจรธุรกิจ 5-10% และอื่นๆ 20% ซึ่งอัตรากำไรสุทธิกลุ่มนี้เริ่มดีขึ้นเพราะเป็นตลาดเฉพาะ
ภายใน 5 ปีนี้บริษัทมีแผนที่จะร่วมทุนหรือลงทุนอีก 2-3 โครงการ คล้ายกับโครงการล่าสุดเมื่อต้นปีลงทุนที่เมียนมา เพราะมองว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตและการแข่งขันที่ไม่สูง อย่างเมียนมาคนเข้าไปทำธุรกิจอีกมากและจำเป็นต้องใช้ระบบเอกสารที่ต้องการความปลอดภัย ทำให้ต้องการใช้สมุดบัญชีก่อน ตามมาด้วยบัตรพลาสติกอย่างเอทีเอ็ม
ทั้งนี้ เงินร่วมทุนที่เมียนมา 79 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกำไรสะสมมาลงทุนและปัจจุบันเหลือกว่า 200 ล้านบาท แต่หลังจากนี้ถ้าจะร่วมทุนหรือลงทุนที่ไหนก็พร้อมและเปิดโอกาสกว้างมากขึ้น เพราะบริษัทไม่มีหนี้สิน มีกระแสเงินสดเยอะ และพร้อมกู้เงินมาลงทุนมากขึ้น อีกทั้งเมื่อกลางปี 2559 เพิ่งมีการกำหนดนโยบายปันผล40 % ของกำไรสุทธิ จากที่ไม่เคยกำหนด เพราะจากนี้ไปจะต้องมองภาพระยะยาวเรื่องขยายการลงทุนมากขึ้น คือยังกำหนดตัวเองเป็นหุ้นปันผล แต่มีการเติบโตมากขึ้น
“บริษัทไม่ได้ลงทุนมานานหลายปีเพิ่งมาเปลี่ยนในรอบ 3 ปี หนึ่ง คือ ลดต้นทุน สอง ใช้แรงงานคนน้อยลง เพราะสินค้าเราจะเออเรอร์ไม่ได้ เฟส 3 คือขยายการลงทุนไปในธุรกิจใหม่ หรือขยายธุรกิจเก่าไปยังต่างประเทศ ธุรกิจหลักคือเรื่องระบบความปลอดภัย ตัวสินค้าจะตายไปไม่เป็นไร แต่ตัวความน่าเชื่อถือยังอยู่ ตัวธุรกิจยังอยู่บนความน่าเชื่อถือ เดิมบริษัทติดกับภาพความต้องการของประเทศ เมื่อไม่มีความต้องการจึงไม่ได้ลงทุน ขายของไม่ได้ ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ ความต้องการคือประเทศไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการสินค้าของประเทศรอบๆ และเกิดการลงทุนในสินค้าใหม่ตลอดเวลา”
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมารายได้บริษัทมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% หรือรายได้แตะหลัก 1,000 ล้านบาท แต่ปีนี้จะเติบโตไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้ตั้งใจเลิกผลิตสินค้าที่มีอัตรากำไรสุทธิต่ำกว่า 5%







