
ช็อปนอกผ่านมือถือฮิต คนไทยพุ่งอันดับ 2 เอเชีย
เพย์พัลผู้ให้บริการรับชำระเงินดิจิทัลเปิดผลสำรวจผู้บริโภคคนไทยเกี่ยวกับ การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ปี 2560
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เพย์พัลผู้ให้บริการรับชำระเงินดิจิทัลเปิดผลสำรวจผู้บริโภคคนไทยเกี่ยวกับ การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ปี 2560 พบว่าคนไทยใช้จ่ายข้ามประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีการช็อปออนไลน์ข้ามประเทศสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากจีน ส่วนใหญ่ช็อปหมวดแฟชั่นมากที่สุด
สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการเพย์พัลประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า คาดว่าในปี 2560 จะมียอดการใช้จ่ายออนไลน์ของผู้บริโภคคนไทย 3.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เป็นการซื้อผ่านอุปกรณ์มือถือราว 1.73 แสนล้านบาท หรือสัดส่วนเกือบ 50% ของการใช้จ่าย เติบโตต่อเนื่องจากปี 2559 ที่มียอดใช้จ่ายออนไลน์ 3.25 แสนล้านบาท ขยายตัว 19% ซึ่งซื้อผ่านอุปกรณ์มือถือ 1.41 แสนล้านบาท มีอัตราเติบโตถึง 44%
ทั้งนี้ พฤติกรรมคนไทยมีแนวโน้มการซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยความสะดวกสบาย ประหยัดเงินมากกว่าการซื้อของเงินสดและมีสินค้าให้เลือกมากมาย ทำให้คาดว่าการซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศปีนี้จะเติบโตถึง 84% จากยอดการซื้อสินค้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ความนิยมของคนไทยในการซื้อของข้ามประเทศและการช็อปผ่านช่องทางอุปกรณ์มือถือ ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการช็อปออนไลน์ข้ามประเทศเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยสัดส่วน 46% รองจากจีน ที่มีสัดส่วนการซื้อของข้ามประเทศผ่านอุปกรณ์มือถือ 47%
โดยผู้บริโภคคนไทยที่ช็อปออนไลน์ข้ามประเทศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 54% เลือกช็อปสินค้าหมวดหมู่ประเภทแฟชั่นมากที่สุด อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ ตามมาด้วยสินค้าในหมวดการศึกษาและสื่อบันเทิง 40% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 39% ตามลำดับ และยังพบว่าเทรนด์สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้นในปี 2560 ได้แก่ ของใช้ในครัวเรือนเติบโต 24% สินค้าบริโภคเติบโต 20% และสินค้าสำหรับเด็กเติบโต 16%
อย่างไรก็ดี แม้การช็อปข้ามประเทศจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง โดย 45% ของผู้สำรวจทั้งหมดระบุว่า ค่าขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักช็อปไม่สามารถซื้อของข้ามประเทศได้บ่อยครั้ง รองลงมา คือ การจ่ายค่าภาษีศุลกากร 44% และความชัดเจนของอัตราภาษีศุลกากร 42% ซึ่งเพย์พัล (PayPal) จะเข้าไปตอบโจทย์ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สร้างความมั่นใจในการช็อปออนไลน์ ทั้งการคืนเงิน บริการคุ้มครองผู้ซื้อที่ครอบคลุมการซื้อในกลุ่มสินค้าที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ไฟล์เพลงดิจิทัล อีบุ๊ก เกม และการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ และนโยบายคุ้มครองผู้ขายจากการถูกหลอกลวงด้านธุรกรรมออนไลน์อีกด้วย
ด้านกลยุทธ์การทำตลาดของเพย์พัลหลังจากเปิดสำนักงานในไทยมาได้ 2 ปี จะเน้นการขยายฐานร้านค้าเป็นหลัก โดยกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย คือ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่เติบโตโดดเด่นในไทย อาทิ สายการบิน โรงแรม ทัวร์ สปา เป็นต้น รวมทั้งจะเจาะธุรกิจที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายข้ามประเทศ ได้แก่ แฟชั่นประเภทเสื้อผ้า รองเท้า บริการออนไลน์ประเภทดิจิทัลคอนเทนต์
ขณะที่รูปแบบการขยายตลาดมีทั้งการเข้าหากลุ่มเป้าหมายโดยตรง และการทำตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเดือน ก.ค. 2559 มีร้านค้าที่เป็นลูกค้าของเพย์พัลประมาณ 1 หมื่นราย มีพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นทางการในไทย 1 ราย คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีความร่วมมือกับสถาบันการเงินเกือบทุกแห่ง เพื่อลดความเสี่ยงการชำระเงิน ทำให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น
สำหรับปี 2560 ตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดการใช้จ่ายผ่านเพย์พัลในประเทศไทยเติบโต 2 หลัก สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจการค้าออนไลน์ในไทยที่เติบโต 2 หลักอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2559 การค้าออนไลน์ในไทยมีมูลค่า 3.25 แสนล้านบาท เติบโต 19% คาดว่าปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.76 แสนล้านบาท เติบโต 16% และปี 2561 มูลค่า 4.26 แสนล้านบาท เติบโต 13%
ขณะเดียวกันเพย์พัลกำลังปรับปรุงประสิทธิภาพของโมบายแอพพลิเคชั่นเพื่อรองรับแนวโน้มการซื้อขายออนไลน์ผ่านช่องทางสมาร์ทโฟนที่มีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศไทยมีสัดส่วนเกือบ 50% ของมูลค่ารวม โดยจะเพิ่มโซลูชั่นหลัก 2 ด้าน คือ ด้านการป้องกันความเสี่ยงชำระเงิน และออกใบเรียกเก็บเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อินวอยซ์)
อย่างไรก็ดี จากการที่เปิดรับการชำระเงิน 100 สกุลเงิน และให้ลูกค้าคงเงินในบัญชีได้มากถึง 25 สกุลเงิน เพย์พัล ได้มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินอย่างรอบคอบสำหรับเงินที่ไม่ใช่สกุลกลาง โดยสกุลเงินเหรียญสหรัฐ คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 0.30 เหรียญสหรัฐ และปรับเพิ่มตามความเสี่ยงของค่าเงินแต่ละประเทศ โดยคิดเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมการขาย 3.9-4.4% ปัจจุบันเพย์พัลมีบัญชีลูกค้าที่ใช้งาน 197 ล้านบัญชี ใน 200 ประเทศทั่วโลก







