
ชี้สังคมผู้สูงอายุกระทบระบบคลัง-ตลาดทุน
อธิบดีกรมบัญชีกลางเผย สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทำคนออมน้อยลง-คลังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลด
อธิบดีกรมบัญชีกลางเผย สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทำคนออมน้อยลง-คลังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลด
นายพงษ์ภานุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวในงานสัมมนาของสมาคมประกันชีวิตไทย จากการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจใน 2 ด้าน คือ ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน เนื่องจากคนออมน้อยลง เนื่องจากผู้สูงอายุจะเริ่มขายสินรัพย์มากขึ้นเพื่อหารายได้ในการนำไปเลี้ยงดูตนเอง ถ้าขายออกมาพร้อมๅ กันจำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุน
สำหรับ ผลกระทบต่อระบบการคลัง จะทำให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ลดลง เพราะผู้สูงวัยจะบริโภค สินค้าที่เป็นอบายมุข ลดลง เช่น เหล้า บุหรี่ จะทำให้รายได้ของภาษีสรรพสามิตลดลง
ขณะที่ รายจ่ายด้านบำเหน็จบำนาญ กับ รายจ่ายด้านสุขภาพ จะเป็นปัญหาระยะยาวของรัฐบาล
นายพงษ์ภานุ กล่าวว่า ระบบบำนาญของไทยมี 2 ระบบ แต่ 80% มาจากงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรออกมา โดยระบบบำนาญต้องจ่ายจากงบประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท ไม่รวมที่จ่ายไปให้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) อีกปีละ 5 หมื่นล้านบาท ที่รัฐต้องสมทบเข้าบัญชีข้าราชการรายละ 2% ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการบำนาญ 3.2 แสนคน และในปี 2560 จะเพิ่มเป็น 6.8 แสนคน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 เท่าจากปัจจุบันที่จ่ายปีละ 1 แสนล้านบาท และถ้ารัฐบาลยอมชดเชยส่วนที่ขาดทุนจะทำให้รัฐมีภาระเพิ่มขึ้นอีก 16-20%
นายภงษ์ภานุ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาล 80-90% เป็นภาระของรัฐบาล ที่เหลือทำประกันกับบริษัทประกันค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท และงบด้านนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ส่วนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีละ 1 แสนล้านบาทต่อปีที่จ่ายให้กับทางโรงพยาบาลของรัฐ 800 แห่ง ซึ่งมีถึง 300 แห่งที่ประสบภาวะขาดทุน
สำหรับ แนวทางการป้องกันปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลเริ่มเข้ามาควบคุมรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ถ้าพบว่าโรงพยาบาลจ่ายยาไม่ถูกต้องให้เรียกเงินคืนจากโรงพยาบาล ซึ่งปี 2553 คาดว่าจะคุมให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้จะอยู่ในระดับ 6 หมื่นล้านบาทได้ และ ควรจะยืดอายุเกษียณออกไปจากปัจจุบัน 55 ปี เพราะคนวัยนี้ถือว่ายังไม่แก่ สามารถทำงานต่อไปได้อีกจนอายุ 60 ปี







