
ยุคคนมีเงินอยู่ยาก ทำไงดี? (ตอนที่ 1 )
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่โหดร้ายสำหรับคนที่หวังพึ่งรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆ
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่โหดร้ายสำหรับคนที่หวังพึ่งรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงผลตอบแทนจากตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ ทั้งที่อยู่ในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนบัตรรัฐบาลหรือกระทั่งที่เลี่ยงไปซื้อกองทุนรวมตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น กลางหรือยาว ทั้งตราสารหนี้ที่ออกในและนอกประเทศไทย ซึ่งผลตอบแทนของหน่วยลงทุนก็อิงไปกับภาวะดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในอัตราที่ต่ำทั่วโลกมานานหลายปีแล้ว
ล่าสุด ก็มีข่าวครึกโครมทำให้ผู้ที่ซื้อหุ้นกู้เอกชนบางบริษัทที่เกิดมีปัญหาไม่สามารถที่จะหาเงินมาชำระหุ้นกู้ที่ครบกำหนดได้ทัน ทั้งที่เกิดจากปัญหาทางเทคนิคและหรือสภาพคล่องของกิจการที่ออกหุ้นกู้เหล่านั้นเอง ซึ่งยังส่งผลกระทบไปยังผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทที่มีปัญหา ดูๆ แล้วช่างเป็นทุกข์ของคนที่มีเงินออมจริงๆ การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนควรจะให้ความสำคัญกับเครดิตเรตติ้งมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เสนอมา ซึ่งควรจะเป็นเกรดการลงทุนที่มีอันดับเครเครดิต BBB+ ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะไม่ผิดนัดชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ครั้งที่ผมถูกเชิญไปพูดในงานสัมมนาต่างๆ หรือการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ผมก็มักจะพูดถึงคนที่ฝากเงินธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ว่าเป็น “คนสิ้นคิด” คือไม่ยอมจะคิดอะไรเลยที่จะนำเงินออมที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาจากหยาดเหงื่อไปพึ่งใบบุญธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำติดดิน โดยที่ไม่พยายามจะเรียนรู้ศึกษาช่องทางในการนำเงินออมไปลงทุนในเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้เงินออมนั้นๆ ช่วยเราทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีช่องทางหลากหลายมากกว่าในสมัยก่อน
การไม่ยอมรับความเสี่ยงอะไรเลยก็เป็นความเสี่ยงชนิดหนึ่ง คือความเสี่ยงที่เวลาแก่ตัวลงแล้วไม่ได้ทำงาน แล้ว รายได้จากเงินออมที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยยังทำงานอยู่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเพียงพอที่จะดูแลตนเองในยามเฒ่าชราและยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย ทุกคนบนโลกนี้สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน คือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” คนที่ไม่เคยต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน เพราะว่าสุขภาพแข็งแรงก็ถือเป็นโชคดีไป ดังคำว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” หรือ “ความไม่มีโลภ เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ก็อาจจะไม่ได้รับรู้ถึงค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนที่เป็นเกรดพรีเมียมเขาเรียกเก็บมันแพงปานใด ถึงแม้ว่าจะได้ยินคำล่ำลือแต่คงไม่เท่ากับได้สัมผัสบิลค่ารักษาของตนเองจากโรงพยาบาลเหล่านี้โดยตรง
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังครับที่จะเรียนรู้และเข้าใจเครื่องมือหรือช่องทางในการลงทุนอื่นๆ นอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงิน ที่จริงแล้วบทความก่อนๆ ผมก็เคยแนะนำไว้บ้างแล้ว หรือจะอ่านหนังสือ “จากออมน้อยเป็นร้อยล้าน” ของผมที่มีข้อมูลอย่างละเอียด และเขียนให้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ครับ แต่สำหรับบางท่านยังยืนยันที่จะคงใช้ช่องทางเดิมๆ โดยฝากเงินไว้กับธนาคาร ก็ยังพอจะมีวิธีเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้อีกสัก 1-2%/ปี
หลังจากที่ประเทศไทยเราเกิดภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่ได้ลามเป็นวิกฤตของภูมิภาคเอเชีย ช่วงนั้นไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ก็ติดเชื้อจากเราไปด้วย จำได้ว่าสมัยนั้นก่อนที่จะเกิดวิกฤต เศรษฐกิจดูดีเหลือเกิน มีการเก็งกำไรกันมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยสมัยนั้นเปิดให้ธุรกิจเอกชนไทยสามารถได้เงินจากเมืองนอกที่ต้นทุนถูกๆ เข้ามาได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่องทาง BIBF (BANGKOK INTERNATIONAL BANKING FACILITIES) ซึ่งเป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกรรมในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ แล้วนำมาทำธุรกรรมในการกู้ยืมทั้งภายในและภายนอกประเทศไทย
ถ้านำมาปล่อยกู้ในประเทศเรียกว่า “Out-In” แต่ถ้านำไปปล่อยกู้ต่อให้ต่างประเทศเรียกว่า “Out-Out” ซึ่งเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 90% เป็นธุรกรรมแบบ “Out-In” ทั้งยังเป็นหนี้ระยะสั้นเสียด้วย โดยสมัยนั้นมีธนาคารพาณิชย์ 46 แห่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ แต่ประสิทธิภาพในการดูแลจัดการในเรื่องนี้ของรัฐบาลไทยยุคนั้นหย่อนยานมากเกินไป ปล่อยให้มีการนำเงินนอกต้นทุนถูกเหล่านี้ เข้ามาเก็งกำไรกันมากเหลือเกิน เพราะสมัยนั้นอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อเหรียญสหรัฐนั้นคงที่ ทำให้ไม่มีคนคิดหรือกลัวเรื่องนี้
จำได้ว่าสมัยนั้นผมยังอยู่ในวัยรุ่นคะนอง ก็เป็นหนึ่งในนักเก็งกำไรกับเขาด้วยเช่นกัน ช่วงนั้นมีการก่อสร้างคอนโดทั้งในลักษณะที่เป็นที่อยู่อาศัยและสำนักงาน รวมทั้งสนามกอล์ฟออกมามากมาย แต่ถ้าเทียบราคากันมูลค่าคอนโดในสมัยนั้นยังน้อยกว่าสมัยนี้ เป็นเพราะราคาต่อตารางเมตรถูกกว่ากันมาก สมัยก่อนแพงสุดก็น่าจะเป็นอาคารออลซีซั่นส์บนถนนวิทยุที่ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท เทียบกับคอนโดของแสนสิริที่กำลังขายอยู่ในขณะนี้บริเวณใกล้เคียงกันที่ตารางเมตรละประมาณ 4 แสนบาท ภายใน 20 ปี ราคาสูงขึ้นเป็น 4 เท่า
กำลังสนุกเลยแต่เนื้อที่หมดแล้ว มาอ่านต่อตอนต่อไปในบทความหน้ากันครับ







