
SYNNEX
ธุรกิจหลักของ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX คือ การจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศ
โดย...จิตรา อมรธรรม
ธุรกิจหลักของ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX คือ การจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ในลักษณะค้าส่งกว่า 50 แบรนด์ ที่มีความสามารถในการบริหารสินค้าคงคลังและโลจิสติกส์ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนมายังความผันผวนของกำไรที่ต่ำ แม้การเป็นผู้ค้าส่งจะทำให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิต่อยอดขายเพียง 1% เศษ
แต่ก็มีพัฒนาการมาโดยตลอดอย่างช้าๆ จาก 1.0% เป็น 1.7% และประคองตัวได้ในยามภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ สำหรับปี 2559 ที่กำลังจะประกาศผลประกอบการปลายเดือนนี้ FSS คาดอัตรากำไรสุทธิต่อยอดขายที่ 1.7% จากที่ทำได้ 1.2% ในปี 2556 (กำไรสุทธิปี 2556-2558 โตเฉลี่ย 20% ต่อปี) และอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือที่ทำได้ 13 เท่า มากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มซื้อขายสินค้าไอทีที่ 7 เท่า
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้สามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ (1) กลุ่มConsumer เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง 49% ของรายได้รวม(2) กลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร เช่น มือถือและแล็ปท็อป 30% ของรายได้รวม และ (3) กลุ่มตลาด Commercial เช่น ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์โครงข่าย 21% ของรายได้รวม
แม้ตลาดไอทีจะคาดการณ์แนวโน้มได้ยาก แต่ด้วยเงื่อนไขการเติบโตของปริมาณการใช้ข้อมูลที่สูงขึ้น ซึ่ง CISCO คาดว่าการเชื่อมต่อข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18% ต่อปี ไปจนถึงปี 2563 โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลผ่านมือถือที่คาดว่าจะโตไม่ต่ำกว่า 53% ต่อปี ซึ่งเราคาดว่าตลาดในประเทศที่กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวจะเติบโตในแนวโน้มเดียวกัน และการเพิ่มแบรนด์ใหม่ในพอร์ตสินค้าของ SYNNEX ปีละ 2-3 แบรนด์
ทำให้คาดว่ารายได้ปี 2560-2562 จะเติบโตไม่น้อยไปกว่าปี 2556-2559 ที่ 8-13% ต่อปี ขณะที่แผนการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า คาดว่าจะหนุนให้อัตรากำไรสุทธิต่อยอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 0.1% ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิทันทีราว 5-7% การประมาณการกำไรสุทธิปี 2560-2562 ที่โตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี จึงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้
ธุรกิจใหม่ของ SYNNEX มีความน่าสนใจทั้ง (1) การขยายธุรกิจไปเมียนมาโดยใช้โมเดลธุรกิจเดียวกับไทย เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่และกำลังเติบโตเร็วจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง GSMA คาดว่าการเชื่อมต่อด้านมือถือจะยังโตไม่ต่ำกว่า 100% ในปี 2560 และ (2) การให้บริการด้านการเงินแก่กลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งนอกจากจะเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้นแล้ว ยังเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยที่เป็นผลดีต่อการเติบโตในระยะยาว แต่เนื่องจากเรายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน ผลกระทบเชิงบวกซึ่งเราคาดว่าเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ จึงถือเป็น Upside ต่อประมาณการในอนาคต
ราคาเหมาะสมตามพื้นฐานในปีนี้เท่ากับ 15.50 บาท
FSS ประเมินราคาเป้าหมายปี 2560 ที่ 15.50 บาท อิง P/E Multiplier เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของกลุ่มจำหน่ายสินค้าไอทีที่ 25 เท่า คิดเป็น P/E to Growth ใน 3 ปีข้างหน้าที่ 1.3 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 1.7 เท่า แนะนำซื้อ







