
แม่ทัพวีเอ็มแวร์ไทย เอกภาวิน สุขอนันต์ หนุนธุรกิจยุค'พลัส'
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ ไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา สำหรับ เอกภาวิน สุขอนันต์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแวดวงไอทีมาเกือบ 30 ปี น่าสนใจถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาวีเอ็มแวร์ให้ขับเคลื่อนต่อไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และการพัฒนาต่อเนื่องรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
เอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์และทิศทางในการดำเนินธุรกิจของวีเอ็มแวร์นับจากนี้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยพลิกโฉมธุรกิจของลูกค้าให้เป็นธุรกิจดิจิทัล สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐกิจ ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการช่วยให้ลูกค้าองค์กรธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ให้กับองค์กร
“เราต้องการเป็นพาร์ตเนอร์ในการช่วยพลิกโฉมธุรกิจของลูกค้าผ่านการปรับปรุงดิจิทัลเวิร์กสเปซและโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น”
การจะช่วยให้ธุรกิจในประเทศไทยมีความคล่องตัว ยืดหยุ่นและปรับขยายขนาดได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะเน้นการนำเสนอโซลูชั่นคลาวด์และบิซิเนส โมบิลิตี้ ให้กับลูกค้า เช่น การต่อยอดกลยุทธ์ด้านไฮบริดคลาวด์ขององค์กรด้วยการนำเสนอโซลูชั่น VMware Cross-Cloud ArchitectureTM เพื่อช่วยธุรกิจให้สามารถจัดการการใช้งานคลาวด์ที่หลากหลายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลวิจัยของวีเอ็มแวร์ชื่อ VMware State of the Cloud ในปีที่ผ่านมา พบว่า องค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีการซื้อคลาวด์เซอร์วิสเพิ่มโดยเฉลี่ยถึง 7 เซอร์วิสต่อหนึ่งองค์กรโดยไม่ได้ปรึกษาแผนกไอทีก่อน ดังนั้น องค์กรต่างๆ จึงต้องเพิ่มความสามารถในการจัดการ เชื่อมต่อ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอพพลิเคชั่นและข้อมูลขององค์กร ไม่ว่าจะอยู่บนคลาวด์หรืออุปกรณ์สื่อสารใดก็ตาม ภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกัน
ขณะที่ลูกค้าปัจจุบันมีการใช้งานไฮบริดคลาวด์มากขึ้น วีเอ็มแวร์ยังได้ประกาศความร่วมมือกับผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในตลาดคลาวด์ ได้แก่ IBM และ Amazon Web Services เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ทำงานบนระบบพับลิกคลาวด์ที่แตกต่างกันได้พร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบริการคลาวด์จาก Amazon Web Services (AWS) หรือ IBM Cloud ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการเพิ่มบิซิเนส โมบิลิตี้ ให้กับลูกค้าด้วย เพราะในยุคโมบายคลาวด์ พนักงานในองค์กรไม่ได้ใช้งานอุปกรณ์สำหรับทำงาน แอพพลิเคชั่น และข้อมูลต่างๆ ในสถานที่ทำงาน หรือภายใต้ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายขององค์กรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
“วีเอ็มแวร์จึงต้องการช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถพัฒนาดิจิทัล เวิร์กสเปซ ที่ผนวกระบบในการจัดการสิทธิการใช้งานและการจัดสรรแอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งานในองค์กร ซึ่งทำงานบนแพลตฟอร์มแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวผ่านโซลูชั่นของวีเอ็มแวร์”
ในยุคที่เทคโนโลยีไอโอทีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะความสามารถเชื่อมต่อเกือบทุกแง่มุมในชีวิตประจำวันของคน โดยข้อมูลจากไอดีซี ระบุว่า ปัจจุบันมี “สิ่งของ” ที่เชื่อมต่อกันถึง 1.3 หมื่นล้านอย่าง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านอย่างในปี 2563 สำหรับประเทศไทยนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถควบคุมและรักษาความปลอดภัยให้แก่ไอโอทีได้
สำหรับมุมมองของวีเอ็มแวร์ การรักษาความปลอดภัย ถือเป็นหัวใจหลักในอนาคตของไอโอที เพราะหากระบบไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งาน และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของธุรกิจในการดำเนินการตามกรอบไทยแลนด์ 4.0
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการปรับใช้เทคโนโลยีทั่วภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดริเริ่มในการพัฒนา สมาร์ท ซิตี้ และเศรษฐกิจ ดิจิทัล ที่รัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนพยายามผลักดันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งในประเทศไทยรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเช่นกัน เช่น แผนการพัฒนาเมืองภูเก็ตให้กลายเป็นสมาร์ท ซิตี้ ภายในปี 2563 ภายใต้แนวคิด “Smile Smart and Sustainable Phuket”
ในอนาคตสังคมของเราจะถูกขับเคลื่อนด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีสถิติการใช้งานอุปกรณ์โมบายสูง ในขณะที่เทคโนโลยีด้านโมบายและคลาวด์ รวมถึงเทรนด์ของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ จะถูกนำมาปรับใช้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าสู่เส้นทางการเป็นเอนเตอร์ไพรส์แห่งโลกอนาคต (Enterprises of Tomorrow) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วีเอ็มแวร์ยังได้คาดการณ์เทรนด์เทคโนโลยีปี 2560 ที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยควรจับตามอง ดังนี้
โมบิลิตี้ พลัส การที่องค์กรธุรกิจต่างๆ เริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร (Business Mobility) มากยิ่งขึ้น สำหรับปี 2560 ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการผสมผสานแอพพลิเคชั่นสำหรับทำงานต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน และปฏิบัติต่อพนักงานราวกับลูกค้าคนหนึ่ง ทำให้พวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้
คลาวด์ พลัส จากผลการสำรวจ State of the Cloud ของวีเอ็มแวร์นั้น ได้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งาน มัลติ-คลาวด์ อย่างแพร่หลายในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึง การบริหารจัดการ การวางเครือข่าย การจัดวาง และการวางระบบป้องกันเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทั้งพับลิกคลาวด์ และไพรเวท คลาวด์ขององค์กรของคุณเองมากขึ้น
ระบบเครือข่ายขององค์กรที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง การจะสร้างเครือข่าย Software-Defined Networking (SDN) อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ในการให้บริการซอฟต์แวร์ขององค์กร ปี 2560 คือปีที่การวางเครือข่ายจะเป็นพื้นฐานหลักของการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ซึ่งนักพัฒนาในองค์กรจำเป็นต้องใช้ความสามารถระดับสูงของการวางเครือข่าย เพื่อช่วยให้แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจของพวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความปลอดภัย ทุกวันนี้ประเด็นถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของคลาวด์ ทั้งแบบพับลิกและไพรเวทยังคงมีศูนย์กลางอยู่ที่วิธีการในการสร้างความปลอดภัย ซึ่งธุรกิจต้องเปลี่ยนความคิดจาก “จะทำให้คลาวด์ปลอดภัยได้อย่างไร” ไปสู่ “การใช้ประโยชน์จากคลาวด์เพื่อการสร้างความปลอดภัย” และกุญแจหลักที่องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงคือการค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยทำงานแบบอัตโนมัติ
นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยไอที แผนกไอทีในองค์กรต่างๆ จะมีบทบาทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในพื้นที่หลักของธุรกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการออกแบบธุรกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่โดยฝ่ายไอทีจะเพิ่มจำนวนขึ้น และพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าขององค์กร







