posttoday
แม่ทัพวีเอ็มแวร์ไทย เอกภาวิน สุขอนันต์ หนุนธุรกิจยุค'พลัส'

แม่ทัพวีเอ็มแวร์ไทย เอกภาวิน สุขอนันต์ หนุนธุรกิจยุค'พลัส'

09 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์

เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ ไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา สำหรับ เอกภาวิน สุขอนันต์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแวดวงไอทีมาเกือบ 30 ปี น่าสนใจถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาวีเอ็มแวร์ให้ขับเคลื่อนต่อไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และการพัฒนาต่อเนื่องรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน


เอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์และทิศทางในการดำเนินธุรกิจของวีเอ็มแวร์นับจากนี้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยพลิกโฉมธุรกิจของลูกค้าให้เป็นธุรกิจดิจิทัล สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐกิจ ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการช่วยให้ลูกค้าองค์กรธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ให้กับองค์กร

“เราต้องการเป็นพาร์ตเนอร์ในการช่วยพลิกโฉมธุรกิจของลูกค้าผ่านการปรับปรุงดิจิทัลเวิร์กสเปซและโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น”

การจะช่วยให้ธุรกิจในประเทศไทยมีความคล่องตัว ยืดหยุ่นและปรับขยายขนาดได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะเน้นการนำเสนอโซลูชั่นคลาวด์และบิซิเนส โมบิลิตี้ ให้กับลูกค้า เช่น การต่อยอดกลยุทธ์ด้านไฮบริดคลาวด์ขององค์กรด้วยการนำเสนอโซลูชั่น VMware Cross-Cloud ArchitectureTM เพื่อช่วยธุรกิจให้สามารถจัดการการใช้งานคลาวด์ที่หลากหลายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลวิจัยของวีเอ็มแวร์ชื่อ VMware State of the Cloud ในปีที่ผ่านมา พบว่า องค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีการซื้อคลาวด์เซอร์วิสเพิ่มโดยเฉลี่ยถึง 7 เซอร์วิสต่อหนึ่งองค์กรโดยไม่ได้ปรึกษาแผนกไอทีก่อน ดังนั้น องค์กรต่างๆ จึงต้องเพิ่มความสามารถในการจัดการ เชื่อมต่อ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอพพลิเคชั่นและข้อมูลขององค์กร ไม่ว่าจะอยู่บนคลาวด์หรืออุปกรณ์สื่อสารใดก็ตาม ภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกัน

ขณะที่ลูกค้าปัจจุบันมีการใช้งานไฮบริดคลาวด์มากขึ้น วีเอ็มแวร์ยังได้ประกาศความร่วมมือกับผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในตลาดคลาวด์ ได้แก่ IBM และ Amazon Web Services เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ทำงานบนระบบพับลิกคลาวด์ที่แตกต่างกันได้พร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบริการคลาวด์จาก Amazon Web Services (AWS) หรือ IBM Cloud ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการเพิ่มบิซิเนส โมบิลิตี้ ให้กับลูกค้าด้วย เพราะในยุคโมบายคลาวด์ พนักงานในองค์กรไม่ได้ใช้งานอุปกรณ์สำหรับทำงาน แอพพลิเคชั่น และข้อมูลต่างๆ ในสถานที่ทำงาน หรือภายใต้ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายขององค์กรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

“วีเอ็มแวร์จึงต้องการช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถพัฒนาดิจิทัล เวิร์กสเปซ ที่ผนวกระบบในการจัดการสิทธิการใช้งานและการจัดสรรแอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งานในองค์กร ซึ่งทำงานบนแพลตฟอร์มแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวผ่านโซลูชั่นของวีเอ็มแวร์”

ในยุคที่เทคโนโลยีไอโอทีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะความสามารถเชื่อมต่อเกือบทุกแง่มุมในชีวิตประจำวันของคน โดยข้อมูลจากไอดีซี ระบุว่า ปัจจุบันมี “สิ่งของ” ที่เชื่อมต่อกันถึง 1.3 หมื่นล้านอย่าง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านอย่างในปี 2563 สำหรับประเทศไทยนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถควบคุมและรักษาความปลอดภัยให้แก่ไอโอทีได้

สำหรับมุมมองของวีเอ็มแวร์ การรักษาความปลอดภัย ถือเป็นหัวใจหลักในอนาคตของไอโอที เพราะหากระบบไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งาน และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของธุรกิจในการดำเนินการตามกรอบไทยแลนด์ 4.0

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการปรับใช้เทคโนโลยีทั่วภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดริเริ่มในการพัฒนา สมาร์ท ซิตี้ และเศรษฐกิจ ดิจิทัล ที่รัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนพยายามผลักดันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งในประเทศไทยรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเช่นกัน เช่น แผนการพัฒนาเมืองภูเก็ตให้กลายเป็นสมาร์ท ซิตี้ ภายในปี 2563 ภายใต้แนวคิด “Smile Smart and Sustainable Phuket”

ในอนาคตสังคมของเราจะถูกขับเคลื่อนด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีสถิติการใช้งานอุปกรณ์โมบายสูง ในขณะที่เทคโนโลยีด้านโมบายและคลาวด์ รวมถึงเทรนด์ของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ จะถูกนำมาปรับใช้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าสู่เส้นทางการเป็นเอนเตอร์ไพรส์แห่งโลกอนาคต (Enterprises of Tomorrow) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วีเอ็มแวร์ยังได้คาดการณ์เทรนด์เทคโนโลยีปี 2560 ที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยควรจับตามอง ดังนี้

โมบิลิตี้ พลัส การที่องค์กรธุรกิจต่างๆ เริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร (Business Mobility) มากยิ่งขึ้น สำหรับปี 2560 ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการผสมผสานแอพพลิเคชั่นสำหรับทำงานต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน และปฏิบัติต่อพนักงานราวกับลูกค้าคนหนึ่ง ทำให้พวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้

คลาวด์ พลัส จากผลการสำรวจ State of the Cloud ของวีเอ็มแวร์นั้น ได้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งาน มัลติ-คลาวด์ อย่างแพร่หลายในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึง การบริหารจัดการ การวางเครือข่าย การจัดวาง และการวางระบบป้องกันเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทั้งพับลิกคลาวด์ และไพรเวท คลาวด์ขององค์กรของคุณเองมากขึ้น

ระบบเครือข่ายขององค์กรที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง การจะสร้างเครือข่าย Software-Defined Networking (SDN) อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ในการให้บริการซอฟต์แวร์ขององค์กร ปี 2560 คือปีที่การวางเครือข่ายจะเป็นพื้นฐานหลักของการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ซึ่งนักพัฒนาในองค์กรจำเป็นต้องใช้ความสามารถระดับสูงของการวางเครือข่าย เพื่อช่วยให้แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจของพวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัย ทุกวันนี้ประเด็นถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของคลาวด์ ทั้งแบบพับลิกและไพรเวทยังคงมีศูนย์กลางอยู่ที่วิธีการในการสร้างความปลอดภัย ซึ่งธุรกิจต้องเปลี่ยนความคิดจาก “จะทำให้คลาวด์ปลอดภัยได้อย่างไร” ไปสู่ “การใช้ประโยชน์จากคลาวด์เพื่อการสร้างความปลอดภัย” และกุญแจหลักที่องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงคือการค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยทำงานแบบอัตโนมัติ

นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยไอที แผนกไอทีในองค์กรต่างๆ จะมีบทบาทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในพื้นที่หลักของธุรกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการออกแบบธุรกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่โดยฝ่ายไอทีจะเพิ่มจำนวนขึ้น และพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าขององค์กร

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน