
ปั้นดาต้าไซเมืองไทย สู่แนวหน้าระดับโลก
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่ยุค 4.0 ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนประกอบสำคัญของการสร้างนวัตกรรมก็มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฐานข้อมูลเป็นกลุ่มที่ธุรกิจไหนๆ ต่างก็ต้องการเรียกใช้บริการ
ธัชกรณ์ วชิรมน หรือ “ธี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซอร์ทิส เปิดเผยว่า ได้ก่อตั้งบริษัท เซอร์ทิส ขึ้นมาเมื่อปี 2554 ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (ดาต้า ไซ) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า อะนาลิติก)ซึ่งก่อนที่จะมาตั้งบริษัทนี้ มีโอกาสใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักรมานานถึง 20 ปีและไปทำงานที่ประเทศจีนถึง 2 ปี เกี่ยวกับงานดาต้า ไซ
ช่วงเวลานั้นเรื่องฐานข้อมูลยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย ธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเรื่องนี้ ขณะที่ต่างประเทศการใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อผลเชิงธุรกิจไปไกลมาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสกลับมาเมืองไทย มองเห็นว่าในไทยก็มีคนเก่งอยู่มาก และมองแล้วว่าอนาคตประเทศไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้นหลังการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงตัดสินใจเปิดบริษัทเซอร์ทิส ให้บริการองค์กรต่างๆ ด้านดาต้า ไซโดยมีเป้าหมายสำคัญว่าในอนาคตเซอร์ทิสจะต้องเป็นบริษัทดาต้า ไซ ชั้นนำระดับโลกไม่ใช่แค่ดาต้า ไซ ที่ให้บริการในไทยอย่างเดียว
งานของดาต้า ไซก็คือการใช้สถิติตัวเลขเชิงวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์หรือตัดสินใจวางกลยุทธ์ต่างๆ ในอนาคต โดยสามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้เลยว่า หากทำตามกลยุทธ์นั้นแล้วจะสร้างผลตอบแทนคืนมาเชิงตัวเลขแค่ไหน
การให้บริการดาต้า ไซ จะรับโจทย์จากบริษัทที่เป็นลูกค้ามาเป็นโจทย์เกี่ยวกับตัวลูกค้าของบริษัทนั้นว่า ลูกค้าซื้ออะไรบ้าง ซื้อเมื่อไหร่ ที่ไหน และเป็นคนลักษณะอย่างไร
จากนั้นดาต้า ไซ ก็จะวิเคราะห์ว่าคนที่เป็นลูกค้ามีลักษณะเช่นนี้น่าจะต้องทำโปรโมชั่นอะไรจึงจะได้ผลตอบรับ โดยพิจารณาจากสถิติของลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น
ตัวอย่างอีกโจทย์ คือ เรื่องทำเลที่ตั้ง เช่น บริษัทลูกค้าอยากทราบว่าสาขาที่ตั้งอยู่แต่ละสาขาควรจะขายสินค้าอะไร ขายอย่างไร หรือควรขยายสาขาหรือไม่ ก็จะนำข้อมูลตัวเลขของสาขาในทำเลที่หนึ่งมาเปรียบเทียบกับอีกทำเลหนึ่งว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ในแง่ผู้ที่มาซื้อ หรือสินค้าที่ขายได้ หรือแม้กระทั่งเปรียบเทียบสาขาที่อยู่ในทำเลเดียวกัน เพื่อแนะนำสินค้าที่ควรจะขายในทำเลนั้นหรือโปรโมชั่นที่ควรจะทำ
ธี อธิบายว่า ดาต้า ไซ ก็เหมือนกับการทำอาหาร โดยข้อมูลเปรียบเสมือนกับวัตถุดิบในการประกอบอาหาร บางคนมีแต่วัตถุดิบอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่มีครัว ขาดตู้เย็น เตา บริษัทก็เปรียบเสมือนคนที่คอยจัดหาครัว ตู้เย็น เตาให้ และหาเชฟนำวัตถุดิบเหล่านี้มาปรุงเป็นอาหารให้สำเร็จรูป อร่อย และคนรับประทานได้ ซึ่งก็คือ ดาต้า ไซ
ตั้งแต่เปิดบริษัทมา ธุรกิจเติบโตเท่าตัวทุกๆ ปี ทั้งในแง่จำนวนลูกค้า รายได้ รวมทั้งขนาดของบริษัทซึ่งรับพนักงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีทีมงานเกือบ 50 คน
ในอนาคตตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากต้องการไปถึงเป้าหมายเป็นบริษัทระดับโลกที่ไม่ได้รองรับงานแค่ในไทย แต่ครอบคลุมการส่งออกบริการสู่ต่างประเทศ จะต้องมีทีมงานไม่ต่ำกว่า 200-300 คน จึงจะตอบโจทย์นี้ได้
“การจะเป็นประเทศไทย 4.0 ได้ ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งต้องมีเรื่องข้อมูลมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) การผลักดันธุรกิจไปสู่ดิจิทัล การผลักดันธุรกิจบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (โมบาย) สิ่งเหล่านี้ต้องการข้อมูลมหาศาล ซึ่งมนุษย์ไม่มีทางดูเองได้หมด จึงต้องมีดาต้า ไซ มาวิเคราะห์ ซึ่งวันหนึ่งต้องมีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาทำดาต้า ไซ ให้” ธี กล่าว
สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการบริษัทมากในปัจจุบัน อันดับหนึ่งเป็นกลุ่มค้าปลีก รองลงมา คือ เจ้าของแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่การตลาดเคลื่อนที่เร็ว (เอฟเอ็มซีจี) เช่น เครื่องดื่ม เสื้อผ้า อันดับที่ 3 คือ กลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกัน
ขณะที่บริษัทจะให้น้ำหนักเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการทางการเงินมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้บริการทางการเงินที่เกิดผ่านโลกดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ดาต้า ไซ มีความสำคัญกับธุรกิจนี้ในการวางแผนทำตลาดดิจิทัลกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่วนอีกกลุ่มที่จะเข้าไปขยายฐาน คือ กลุ่มสุขภาพ (เฮลท์แคร์) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มคนที่ตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการรุกหนักบริการเอไอ เพราะมีลูกค้าสนใจต้องการใช้มาก ทั้งกลุ่มบริการทางการเงิน ค้าปลีก และเฮลท์แคร์ ขณะที่ภาครัฐเองก็เริ่มสนใจเช่นกัน ปัจจุบันบริษัทกำลังสร้างทีมงานที่ทำเรื่องเอไอโดยเฉพาะ โดยเอไอจะมาช่วยทำงานทดแทนคนได้บางส่วนไม่ได้หมายความว่าเอไอมาแย่งงานคนแล้วทำให้คนตกงาน แต่เป็นการมาทำงานแทนในงานที่น่าเบื่อและคนไม่อยากทำ เพื่อให้คนไปทำงานอื่นๆ แทนได้
ธี ระบุว่า ภายในเดือนนี้บริษัทจะนำเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่เอไอ แต่ช่วยให้การทำงานของดาต้า ไซ ง่ายขึ้น ชื่อว่า Datana เปิดให้บริษัทที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์นี้ จากปัจจุบันที่บริษัทใช้เครื่องมือนี้เป็นการภายใน
หลังเปิดตัวเครื่องมือนี้ไปแล้ว บริษัทจะเปิดตัวเอไอ ด้านดาต้า ไซ เป็นผลิตภัณฑ์ต่อไปในกลุ่มนี้ โดยปัจจุบันบริษัทพยายามพัฒนาเอไอด้านดาต้า ไซ ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญดาต้า ไซ ที่มีเป็นผู้พัฒนาเอไอที่มีความสามารถด้านดาต้า ไซ ขึ้นมาให้เอไอทำหน้าที่ดาต้า ไซ แทนมนุษย์ หรือช่วยให้ผู้ที่ทำหน้าที่ดาต้าไซ ของบริษัทต่างๆ ทำงานได้ง่ายขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาทั้งโลกมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านดาต้า ไซ แม้ว่าจะพยายามฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาก็ยังไม่ทันกับความต้องการ ดังนั้นการนำเอไอมาช่วยทำงานก็จะช่วยให้ดาต้า ไซ ทำงานง่ายขึ้นซึ่งบริษัทกำลังทดลองใช้งานเองอยู่
นอกจากนั้นแล้ว บริษัทก็จะร่วมมือกับลูกค้าพัฒนาเอไอเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า เช่น โรงแรม ที่ต้องการเอไอไปทำงานด้านการพูดคุยกับลูกค้า ทำงานลูกค้าสัมพันธ์ ไปจนถึงการทำงานในระบบหลังบ้าน และภายในปีนี้บริษัทจะออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นของบริษัทเองในรูปแบบแอพพลิเคชั่นซึ่งให้บริการโดยเอไอขึ้นมา เจาะกลุ่มเป้าหมายธุรกิจขนาดย่อมและให้คนทั่วไปใช้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ที่มีจะเจาะกลุ่มองค์กรมาโดยตลอด
“เอไอที่บริษัทพัฒนาจะเน้นให้สามารถตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องแทนคนได้ ให้คำแนะนำได้ว่าในก้าวต่อไปของธุรกิจควรจะทำอะไรบ้าง โดยมีความแม่นยำเท่ากับคน”
ธี ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า บริษัทไทยมีคนเก่งมีความสามารถอยู่มาก เพียงแต่ที่ผ่านมามักไปสู้กับต่างประเทศไม่ได้ เพราะทำธุรกิจแล้วคิดแต่เพียงว่าอยู่ในประเทศไทยอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว เลยไม่ได้มองว่าตัวเองจะต้องไปแข่งกับต่างประเทศ ต่างจากคนที่อยู่ในประเทศเล็กๆ ที่หากต้องการจะโต ทำธุรกิจอยู่แค่ในประเทศตัวเองไม่ได้ต้องออกไปหาลูกค้าจากประเทศอื่นด้วย ซึ่งบริษัท เซอร์ทิส เป็นบริษัทไทยก็จริง แต่ไม่ต้องการเป็นแค่ธุรกิจที่มีลูกค้าอยู่ในไทย
ทั้งนี้ หากบริษัทส่งออกบริการดาต้า ไซ ไปสู่ตลาดโลกได้ตามเป้าหมายเมื่อไหร่ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์นโยบายประเทศไทย 4.0 ได้จริง ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายนี้ได้ ก็คือ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งเพื่อต่อกรกับทีมดาต้า ไซในสหรัฐ ยุโรป หรือจีน ได้
เมื่อเวลานี้บริษัทไหนๆ ก็ต้องการใช้ข้อมูลมหาศาลที่มีให้เป็นประโยชน์ ก็น่าจะเป็นยุคทองของเซอร์ทิสแล้ว







