
ชี้ช่องโอกาส นักลงทุนไทยในเมียนมา
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ระหว่างวันที่ 2-5 ก.พ.ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและนักธุรกิจรายใหญ่เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและ รมว.ต่างประเทศ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเชิงลึก พร้อมหารือถึงประเด็นที่เป็นอนาคตร่วมกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการคมนาคม การเพิ่มพื้นที่การค้าร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
“สมคิด” กล่าวว่าขณะนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะสม ด้วยเมียนมาเปิดประเทศมาได้ระยะหนึ่งซึ่งหลายประเทศก็ได้ยกเลิกการคว่ำบาตรไปแล้ว สอดคล้องกับที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่นักธุรกิจเริ่มออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นเป้าหมายแรกและเมียนมาก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่สุด ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจไทยและมีแต้มต่อ เพราะคนเมียนมามีทัศนคติในเชิงบวกต่อทั้งคนไทยและสินค้าไทย
ด้านเอกชนที่ร่วมคณะครั้งนี้ เช่น ชาติศิริ โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ กล่าวเช่นกันว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจเข้ามาลงทุนและปัจจุบันมูลค่าการลงทุนของไทยในเมียนมา ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แล้ว รองจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซึ่งนักธุรกิจไทยมีเทคโนโลยี ความรู้และเงินทุนที่เมียนมาต้องการ
ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริษัท ช.การช่าง กล่าวว่า แม้ ช.การช่าง จะยังไม่มีการลงทุนในเมียนมาแต่ เห็นศักยภาพที่มีอยู่สูงเพราะเมียนมามีความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน ซึ่งก็เป็นความต้องการที่บริษัทมีความรู้และถนัด โดยบริษัทเฝ้าติดตามในบางจุดให้นิ่งก่อน คือ กฎระเบียบของทางการ เพราะหลังเปิดประเทศเมียนมาได้มีการปรับปรุงกฎหมายและเกณฑ์ต่างๆ อยู่มาก ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานนี้จะเริ่มนิ่งแล้ว
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ระบุว่า เมียนมามีศักยภาพเหมาะสมสำหรับการลงทุนของนักลงทุนไทย จากหลายปัจจัยสนับสนุนทั้งค่าแรงที่ถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า ภูมิศาสตร์ของเมียนมาตั้งอยู่ริมมหาสมุทรอินเดียซึ่งต่อการขนส่งสินค้าไปยังประเทศอินเดียแอฟริกาและประเทศตะวันตกรวมถึงตะวันออกกลาง และยังติดกับประเทศขนาดใหญ่ การเติบโตสูงอย่างจีนและอินเดีย โอกาสการเติบโตจึงยังมีอีกมาก
ด้าน อุนนดา พฤฒินารากร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซีไอ อิเล็กทริค กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตเสาไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเมียนมายังมีความต้องการสูงมาก โดยบริษัทมีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมติละวา อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไม่มาก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่นี่พร้อม และยังมีโอกาสลงทุนไปประเทศอื่นที่มีการลงทุนสูง เช่น บังกลาเทศ
ด้าน บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุน ซึ่งกลุ่มสหพัฒน์ลงทุนผลิตชุดชั้นในวาโก้อยู่ในนิคมฯ นี้ และมีโรงงานผลิตมาม่าใกล้กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเร็วๆ นี้มีแผนจะขยายการลงทุนทั้งส่วนของชุดชั้นในและมาม่าไปมัณฑะเลย์ โดยมองว่าธุรกิจแฟชั่นผู้หญิงมีโอกาสเติบโตได้อีกในเมียนมา
ทั้งนี้ การมองเห็นโอกาสจากศักยภาพการเติบโตดังกล่าว ทำให้ในการเยือนเมียนมาครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้เอกชนไทยรวมตัวกันเพื่อเสนอต่อรัฐบาลเมียนมา ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเมียนมาเพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนไทยที่คาดว่าจะเข้าไปยังเมียนมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแน่นอน เพราะขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมติละวาแม้จะเริ่มขยายเฟส 2 แล้ว แต่ก็คาดว่าจะเต็มในไม่ช้า โดยเฉพาะการเข้ามาของนักลงทุนญี่ปุ่นเองเพราะนิคมติละวาเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างรัฐบาลและเอกชนของเมียนมาและนักลงทุนญี่ปุ่นในสัดส่วน 51% และ 49% ตามลำดับ
พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กล่าวว่า เมียนมาเกิดการเปลี่ยนแปลงและเติบโตในทุกๆ พื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ส่วนประเด็นที่ต้นทุนการประกอบธุรกิจในเมียนมาค่อนข้างสูงนั้น ถือเป็นภาวะปกติของประเทศที่เพิ่งเปิดใหม่ แต่ขณะนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นต่างๆ เช่น ค่าเช่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว
จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ธุรกิจไทยจะเข้ามาลงทุนในเมียนมา







