posttoday
ตลาดตราสารหนี้หดตัว กสิกรฯชะลอออกตั๋วบี/อี

ตลาดตราสารหนี้หดตัว กสิกรฯชะลอออกตั๋วบี/อี

08 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ทิศทางธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนปี 2560 มีความท้าทายสูงอีกปีหนึ่งของธนาคารกสิกรไทย ที่มีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก อีกทั้งในด้านตลาดทุนกำลังมีประเด็นจับตาความเชื่อมั่นตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ที่เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Non-Rated Bonds) ที่มีผิดนัดชำระหนี้หลายรายในช่วงที่ผ่านมา

ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ชะลอการออกตั๋วบี/อีให้แก่ลูกค้าออกไปก่อน หลังจากปีที่แล้วธนาคารออกบี/อีประมาณ 3,000 ล้านบาท เพราะภาพแบบนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะนำเสนอให้นักลงทุน โดยการออกตั๋วบี/อีของธนาคารกสิกรไทยไม่มีปัญหา เพราะธนาคารเลือกออกให้แก่ลูกค้าที่ธนาคารรู้จักดี รู้วัตถุประสงค์การใช้เงิน และมีวงเงินสินเชื่อรองรับ

นอกจากนี้ การตัดสินใจออกบี/อี ต้องคำนึงถึงความต้องการ (ดีมานด์) ที่จะถือครองด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารกสิกรไทยจะนำเสนอเป็นทางเลือกให้ลูกค้าบุคคลระดับสูง (ไพรเวทแบงก์) แม้ว่าธนาคารจะมั่นใจในคุณภาพตั๋วบี/อีที่ออก แต่สถานการณ์นี้ยังไม่ใช่จังหวะที่ดี ขอรอดู 1-2 เดือนนี้ที่จะมีบี/อีครบกำหนดเกือบ 50% ของมูลค่าในตลาดก่อน

“หากบี/อีที่ครบกำหนด ไม่มีปัญหาการผิดนัดชำระเพิ่ม ตลาดก็จะค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ ต้องย้ำว่าวัตถุประสงค์หลักบี/อีคือการบริหารสภาพคล่อง แต่ปีที่แล้วมีความต้องการมากจากผู้ลงทุนที่ตามล่าผลตอบแทนสูง กลายเป็นช่องทางระดมทุน” ธิติ กล่าว

สำหรับแนวโน้มการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านตลาดตราสารหนี้ในปี 2560 คาดว่า ปริมาณหุ้นกู้ภาคเอกชนออกใหม่ในตลาดแรกจะหดตัวประมาณ 20-25% หรือมีปริมาณรวม 6 แสนล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 6.93 แสนล้านบาท เพราะมีดีลพิเศษเกี่ยวกับการซื้อและควบรวมกิจการเกิดขึ้น ปีนี้ขนาดจึงปรับลดลงมาสู่ระดับปกติ ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยภาคธุรกิจที่คาดว่าจะระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้จำนวนมาก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโครงการสาธารณูปโภค พลังงานไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งผู้ออกตราสารที่มีตราสารครบกำหนดในปีนี้ เช่น ซีพี ออลล์ และกลุ่มทรู

ด้านตลาดตราสารหนี้ไร้เครดิตจะหดตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)​ ที่คาดว่าจะเข้มงวดขึ้น

ขณะที่แนวโน้มอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ เริ่มปรับสูงขึ้นตามการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในปีนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงผลตอบแทนหุ้นกู้นั้น ปรับขึ้นมาแล้ว 1.3% หรือจาก 1.5% เป็น 2.3% ในปัจจุบัน โดยส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนขยับขึ้นเล็กน้อย เครดิต AAA บวกส่วนต่างเพิ่ม 0.35-0.45%  เครดิต AA บวก 0.6-0.7% เครดิต A บวก 0.85-0.95% และ BBB บวกเพิ่ม 2.3-2.4%

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงทางด้านการเมืองของสหรัฐ สร้างความกังวลต่อนักลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยหากสหรัฐนำเข้าสินค้าลดลง 1% อาจส่งผลให้การส่งออกของไทยลดลง 0.9% ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐคาดว่ามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินโดยรวม

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 36.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ตามคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อเนื่องในปีนี้ แต่เงินบาทอ่อนค่าไม่มาก เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเกินดุลในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2559 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และปีนี้คาดว่าจะยังเกินดุลประมาณ 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยน่าจะคงไว้ 1.5% ถึงสิ้นปี

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง