
วัฒนธรรมที่แตกต่าง (2)
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
ในช่วงแรกๆ ที่องค์กรของไทยรับมาตรฐานต่างๆ มาปฏิบัติตาม ในช่วงแรกๆ พนักงานในองค์กรอาจจะมีการต่อต้านไม่มากก็น้อย เพราะเห็นว่าเป็นการเสียเวลาในการรวบรวมข้อมูล หรือจัดทำเอกสาร แต่ที่ต้องปฏิบัติตามเนื่องจากถูกบังคับ
หลังช่วงวิกฤตเศรศฐกิจในปี 2540 เมื่อไทยต้องกู้เงินสถาบันการเงินอย่างเช่น IMF หรือ World bank เพื่อมากอบกู้ระบบเศรษฐกิจนั้น ไทยก็ต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของสถาบันการเงินเหล่านั้นเช่นกัน เช่น ความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งส่วนราชการและภาคธุรกิจต้องปรับตัวตาม การตรวจสอบความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้หน่วยงานนั้นๆ จำเป็นจะต้องมีกฎระเบียบ ขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่ชัดเจน มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ การขอจดทะเบียนหรือรับรองมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่เป็นสากลก็จะต้องมีเอกสาร คู่มือการทำงาน ขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้องซึ่งก็จะต้องใช้เอกสารเป็นสำคัญเช่นกัน
ในช่วงแรกๆ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เช่น เป็นยุคที่ฝรั่งจะเข้ามายึดกิจการของคนไทย เป็นต้น ซึ่งจากประสบการณ์ผู้เขียนที่เคยเจอกรณีองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำการบริหารแบบต่างชาติมาใช้เกือบ 100% ถึงแม้จะทำให้กระบวนการภายในเป็นไปตามที่ต้องการ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของลูกค้าทั้งหมดที่เป็นคนไทยได้ สุดท้ายผู้บริหารต่างชาติก็ต้องยอมกล่าวขอโทษต่อหน้าพนักงานถึงการใช้นโยบายที่ผิดพลาด อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดองค์กรก็สามารถเริ่มต้นอีกครั้งได้
หากมองถึงประโยชน์ในการจัดทำระบบการทำงาน งานเอกสารต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานแล้ว โดยเฉพาะเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการรายเล็กที่กำลังจะโตการทำงานก็จะรู้เฉพาะคน หาก Keyman คนนั้นล้มหายตายจากไป หรือออกไปที่อื่นงานก็จะหยดชะงักลง ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และ ถ้าหากจากกันไม่ดีก็อาจมีการวางระเบิดให้การทำงานต่อไปมีปัญหา
ผู้เขียนจึงอยากให้ผู้ประกอบการ SME หรือเจ้าของกิจการ มองเห็นความสำคัญและป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะนอกจากจะสร้างองค์ความรู้ขององค์กร ยังสามารถสร้างมาตรฐานการดำเนินงาน วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานและระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการทำงานที่มีปัญหา ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือลดการสูญเสียที่เปล่าประโยชน์ขององค์กรได้อีกด้วย







