
‘ลงทุนในยุคผันผวน’
ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความผันผวน
โดย...วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และไม่ชัดเจน (Volatile, Uncertain, Complex and Ambiguous : VUCA) อย่างที่ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (วิรไท สันติประภพ) กล่าวไว้ ความผันผวนนั้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญหนีไม่พ้นปัจจัย 2 ประการ ได้แก่ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า เปลี่ยนทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนขึ้นลงรวดเร็วและจับทิศทางได้ไม่ง่ายนัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากขณะนี้ คือ การนำนโยบายที่ใช้หาเสียงไปสู่การปฏิบัติจริงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ เริ่มจากการกล่าวก่อนรับตำแหน่งว่า “ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าเกินไปแล้ว” และการส่งสัญญาณต้องการให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลงเพื่อลดการขาดดุลการค้า ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ (Dollar Index) ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี และเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่เหรียญสหรัฐเคยกดให้อ่อนลงอย่างตั้งตัวไม่ทันจาก 35.0 บาท สู่ระดับ 36.05 บาท ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2559 กลับแข็งค่ารวดเร็วสู่ระดับ 35.05 บาท ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
นอกจากนั้น การประกาศนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน (American First)” ที่ดำเนินนโยบายแบบ Protectionism หรือนโยบายกีดกันทางการค้าที่จะเน้นการเจรจาแบบทวิภาคี (Bilateral Trade Negotiations) เพื่อเอื้อประโยชน์กับสหรัฐ หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ รวมถึงการออกคำสั่งประธานาธิบดีในเรื่องใหญ่ๆ เป็นรายวัน ไล่ตั้งแต่การถอนตัวจากกลุ่ม TPP (Trans-Pacific Partnership) การยกเลิกระบบประกันสุขภาพ การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก หรือการห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐ ล้วนเป็นนโยบายใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นและยังยากที่จะคาดเดาถึงรายละเอียดและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ รวมถึงตลาดการเงินด้วย
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในปัจจุบันเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยไอเอ็มเอฟเพิ่งปรับอัตราการเติบโตจีดีพี ของสหรัฐขึ้นเป็น 2.3% (จาก 2.2%) ในปีนี้และเพิ่มเป็น 2.5% (จาก 2.1%) ในปีหน้าและจากขนาดของเศรษฐกิจสหรัฐที่มีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก ทำให้แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลบวกตามไปด้วย หากไม่เกิดสงครามทางการค้าที่รุนแรงเสียก่อน สอดคล้องกับสำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายๆ แห่งที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ 3.5% ในปีนี้
ความผันผวนและแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจะทำให้ทิศทางการลงทุนเปลี่ยนแปลงเช่นกัน การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างภูมิภาคต่างๆ และระหว่างสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรวดเร็วครับ แต่โดยรวมตลาดหุ้นน่าจะมีแนวโน้มที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตร ตามคำกล่าวที่ว่า “หุ้นชอบเศรษฐกิจดี ตราสารหนี้ชอบเศรษฐกิจแย่” ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเติบโต อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยต่ำมากจนหลายคนเรียกว่า “ยุค New Normal” ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับต่ำมาก นักลงทุนซึ่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้จึงหันไปถือครองตราสารที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตาม (Search for Yield) ทำให้ตราสารหนี้เอกชนระยะยาวหรือตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บี/อี) ซึ่งออกโดยบริษัทขนาดเล็ก/ขนาดกลาง รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง และหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ได้รับความนิยมและให้ผลตอบแทนที่ดี แต่นับจากนี้ไปเงินลงทุนน่าจะถูกโยกจากตลาดพันธบัตรไปยังตลาดหุ้นมากขึ้น และจากภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอย่างชัดเจน เห็นได้จากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งดัชนี Dow Jones พุ่งสูงจนทะลุผ่านจุดสูงสุดที่ 20,000 จุด
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์จากการไหลกลับของเงินลงทุนจากต่างชาติจนเกือบถึง 1,600 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี ก่อนจะปรับฐานลดลงมาในปัจจุบัน หุ้นที่มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีจะเปลี่ยนเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น เช่น หุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นพลังงาน หรือหุ้นที่จะมีผลประกอบการดีขึ้นจากเศรษฐกิจโดยรวม เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร หุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย ส่วนพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนระยะยาวที่เคยได้รับความนิยมจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยก็จะได้รับความสนใจน้อยลง เพราะนักลงทุนจะเน้นลงทุนในระยะสั้น/กลาง เพื่อลดผลกระทบการลดลงของราคาจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่อาจได้รับความนิยมน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังเหมาะสำหรับการได้รับเงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอในระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตร แต่คงไม่ได้รับผลกำไรจากราคาซื้อขายที่สูงขึ้นมากมายอย่าง 2 ปีที่ผ่านมา
สำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการลงทุนหรือรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้จำกัดนั้น การลงทุนในสลากออมสินพิเศษยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเสมอ เนื่องจากมีระยะเวลาลงทุนเพียง 3 ปี ได้รับผลตอบแทนคงที่ อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากดอกเบี้ยที่กำหนดไว้จากการถูกรางวัลทั้งเลขท้ายและรางวัลใหญ่ 10 ล้านบาททุกเดือน อีกทั้งมีความมั่นคงสูง รัฐบาลเป็นประกัน และหากมีความต้องการใช้เงินเร่งด่วนก็สามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้ด้วย
สุดท้าย ความผันผวน ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งแน่นอนที่มนุษย์เราต้องเผชิญ การวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง และการกระจายความเสี่ยงที่ดี ดังคำกล่าวที่ว่า “อย่าวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” จะเป็นกันชนที่ช่วยรับแรงปะทะจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกได้ครับ







