
LPH เน้นคนไข้ต่างชาติ เพิ่มอัตรากำไร
“อังกูร ฉันทนาวานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว (LPH)
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“อังกูร ฉันทนาวานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว (LPH) ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ในปี 2560 บริษัทได้กำหนดแผนรองรับกลุ่มคนไข้ชำระเงินสด ด้วยการลงทุนพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ความเป็นเลิศทาง การแพทย์ใหม่ จากที่เปิดให้บริการแล้ว 5 ศูนย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ได้แก่ ศูนย์โรคตา ศูนย์ความงามเลเซอร์ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์สมองและระบบประสาท และศูนย์กระดูกและข้อ
ทั้งนี้ จะทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นปี 2558 ซึ่งอยู่ระหว่างขอมาตรฐาน JCI เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล ปัจจุบันศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์สร้างรายได้ 21-22% จากช่วงเริ่มต้นในปี 2558 ที่สัดส่วน 10% ของกลุ่มคนไข้ชำระเงินสด
ในปี 2560 นี้ จะมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์เปิดใหม่อีกจำนวน 4 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์สุขภาพเด็ก ศูนย์สุขภาพสตรี โดยเฉพาะศูนย์ตรวจสุขภาพและศูนย์ทันตกรรมที่เปิดเพื่อรองรับคนไข้ต่างประเทศที่จะเข้ามารักษามากขึ้นในปีนี้
บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีคนไข้เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน/ปี เติบโต 50% มีสัดส่วน 6-7% รายได้รวมจากปี 2559 มีคนไข้ต่างชาติที่เข้ารักษาที่โรงพยาบาลของบริษัท 1 หมื่นคน/ปี หรือมีสัดส่วน 5% ของคนไข้ทั้งหมด ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตที่เร็ว เพราะในปี 2558 เพียง 4,000-5,000 คน/ปี ส่วนใหญ่คนไข้ของบริษัทจะเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในประเทศไทย ทั้งชาวจีน ฟิลิปปินส์ เมียนมา เป็นต้น
นอกจากนี้ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ เป็นการสร้างโอกาสรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนจะนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น เพราะไทยถือเป็นเมดิคัลฮับแห่งหนึ่งในภูมิภาค ดังนั้นศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ในด้านการตรวจสุขภาพ ทันตกรรม และความงาม จึงเป็นโอกาสที่จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการกลุ่มนี้ได้ด้วย
อย่างไรก็ดี ด้านการรักษาชาวต่างชาติยังแยกออกมาเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย นอกจากที่เข้ามาทำงานแล้วเริ่มมีเอเยนซีติดต่อนำนักท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียนที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเข้ามารักษาในโรงพยาบาล เพราะค่าบริการต่ำกว่า 50% เมื่อเทียบกับ
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่มีมาตรฐานการรักษาใกล้เคียงกัน
ขณะที่อัตราบริการค่ารักษาที่คิดกับคนไข้ชาวต่างชาติในกลุ่มนักท่องเที่ยวจะบวกเพิ่มจากอัตราราคาคนไข้คนไทยขึ้นอีก 20% สนับสนุนให้อัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทมีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้คาดว่ากลุ่มคนไข้ชาวต่างชาติทั้งสองกลุ่มที่จะมารักษาที่โรงพยาบาลของบริษัทจะมีโอกาสเติบโตขึ้นได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้อนาคตคนไข้ต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แผนการทำการตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาตินั้น มีการสร้างเว็บไซต์ของโรงพยาบาลให้มีภาษาของกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) แต่ช่องทางหลักคือมาจากเอเยนซีที่จะมีข้อมูลของ LPH อยู่แล้ว ในอนาคตคนไข้ต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีโอกาสที่จะขยับเพิ่มเป็นไม่เกิน 10% ของรายได้รวม
“กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นกลุ่มที่บริษัทมีแผนจะเข้ามาขยายฐานกลุ่มนี้มากในระยะยาว รวมถึงมีโอกาสที่จะเพิ่มบริการรักษาเข้าไปด้วยจากศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เพราะกลุ่มนี้ถือว่าได้ราคารักษาที่ดีเพราะเป็นการรักษาโรคยาก เป็นกลุ่มต่างชาติตั้งแต่ระดับกลางถึงบน”
แผนการเปิดศูนย์การแพทย์เฉพาะทางครบ 9 ศูนย์ จะช่วยให้อัตราค่ารักษาและอัตรากำไรสูงขึ้น เพราะรักษาโรคยากได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และมีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงการรองรับโอกาสสังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้น
อังกูร กล่าวว่า ในไตรมาส 1/2560 อาคารแห่งใหม่พื้นที่ 6 ชั้น จะเสร็จเปิดให้บริการ ซึ่งจะย้ายศูนย์การแพทย์เฉพาะทางศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์กระดูกและข้อ ไปไว้ที่อาคารใหม่นี้ ขณะเดียวกันจะใช้รองรับ 4 ศูนย์ใหม่ที่จะเปิดในปีนี้ รวมถึงรองรับอีก 3 ศูนย์ใหม่ คือ คอมพิวเตอร์และเอ็มอาร์ไอ ศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา และมีจำนวนเตียงใหม่เพิ่มอีก 30 เตียง รองรับคนไข้วีไอพี ถือเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น โดยตามเป้าหมายในปี 2560 ที่จะทำรายได้เติบโต 10-15%
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 200-400 ล้านบาท เพื่อลงทุนซื้อหุ้นบางส่วนในโรงพยาบาลที่มีกำไรอยู่แล้ว เพื่อรับรู้กำไรตามสัดส่วนการถือหุ้น มีนโยบายต้องการเข้าถือหุ้นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% อีกทั้งมีโอกาสที่จะสามารถสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจระหว่างกันได้ด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อหุ้นโรงพยาบาล 1 แห่ง อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ย่านถนนพัฒนาการ โดยจะเห็นความชัดเจนและมีข้อสรุปในช่วงกลางปี 2560







