
คำถามที่ 17 การซื้อขาย Options เพื่อทำกำไร ต้องรู้อะไร.?
บทความตอนที่แล้วที่ผมได้แนะนำเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย Options ทั้งหมด 4 อย่าง ได้แก่ การทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา การบริหารความเสี่ยง การเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน และการทำกำไรจากความผันผวน ในบทความนี้ผมจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการซื้อขาย Options เพื่อทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา ในมุมมองของผู้ลงทุนว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างที่ควรรู้
บทความตอนที่แล้วที่ผมได้แนะนำเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย Options ทั้งหมด 4 อย่าง ได้แก่ การทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา การบริหารความเสี่ยง การเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน และการทำกำไรจากความผันผวน ในบทความนี้ผมจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการซื้อขาย Options เพื่อทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา ในมุมมองของผู้ลงทุนว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างที่ควรรู้
ลำดับแรกผู้ลงทุนควรรู้ว่าราคาของ Call Options และ Put Options จะมีการเคลื่อนที่ของราคาในทิศทางที่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับการเคลื่อนที่ของราคาสินค้าอ้างอิง โดยราคาของ Call Options ที่เป็นสิทธิในการซื้อสินค้าอ้างอิง จะมีทิศทางไปในทางเดียวกันกับราคาสินค้าอ้างอิง ส่วนราคาของ Put Options ที่เป็นสิทธิในการขายสินค้าอ้างอิงจะมีทิศทางตรงข้ามกับราคาสินค้าอ้างอิง
หากผู้ลงทุนมีมุมมองว่าสินค้าอ้างอิงจะมีการปรับตัวสูงขึ้น ก็จะเข้ามาซื้อ Call Options หรือขาย Put Options ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้นจริงตามที่คาดไว้ ผู้ลงทุนก็จะได้กำไรจากการที่ราคา Call Options ปรับตัวสูงขึ้น หรือการที่ราคา Put Options ปรับตัวลดลง แต่ถ้าผู้ลงทุนมีมุมมองว่าสินค้าอ้างอิงใดจะปรับตัวลดลง ก็จะเข้ามาซื้อ Put Options หรือขาย Call Options เมื่อราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนก็จะได้กำไรจากการที่ราคาของ Put Options ปรับตัวสูงขึ้น หรือการที่ราคา Call Options ปรับตัวลดลง
อย่างที่สองผู้ลงทุนควรมีความเข้าใจลักษณะของความเสี่ยงในการซื้อหรือขาย Options แต่ละประเภทเปรียบเทียบกับทิศทางของราคาสินค้าอ้างอิง เนื่องจาก Options มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้สิทธิ ผู้ซื้อ Options และผู้ขาย Options จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยผู้ซื้อ Options หลังจากที่จ่ายค่า Options ให้กับผู้ขายเพื่อเป็นการซื้อสิทธิแล้ว ผู้ซื้อ Options จะไม่มีภาระอีกในอนาคต แต่ผู้ขาย Options เมื่อได้รับเงินค่า Options ไปแล้วจะเกิดภาระติดตัวไปตลอดอายุ Options หากราคาของสินค้าอ้างอิงอยู่ในระดับที่ผู้ซื้อ Options ใช้สิทธิแล้วคุ้มค่า
ผู้ลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาด้วยการขาย Options จึงเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงว่าการซื้อ Options เนื่องจากกรณีที่ผู้ลงทุนเป็นผู้ขาย Options จะมีผลกำไรที่จำกัดจากค่า Premium ที่ได้รับจากการขาย Options เท่านั้น แต่ผลขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่จำกัด แต่สำหรับผู้ซื้อ Options จะมีความเสี่ยงจำกัด คือ ผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้นสูงสุดเท่ากับค่า Premium ที่จ่ายไป และโอกาสที่ได้รับผลกำไรจะไม่จำกัด จึงมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาเพียงอย่างเดียวให้หลีกเลี่ยงการขาย Options และให้ใช้วิธีซื้อ Options ซึ่งเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า
ลักษณะสำคัญที่ควรรู้อีกอย่างสำหรับผู้ที่สนใจซื้อขาย Options เพื่อทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา คือ ประเด็นเกี่ยวกับมูลค่าของเวลา ซึ่งราคา Options หรือค่า Premium ที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขายนั้นจะมีส่วนของมูลค่าของเวลาที่เป็นส่วนเกินจากมูลค่าที่แท้จริงของ Options รวมอยู่ด้วย โดยมูลค่าของเวลาเป็นผลตอบแทนที่ผู้ขาย Options ได้รับจากการมีภาระต้องรับความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาสินค้าอ้าอิงแทนผู้ซื้อ
มูลค่าของเวลานั้นจะมีการปรับตัวลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ ณ วันที่ Options หมดอายุ จึงทำให้ว่าเวลาที่ผ่านไปจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อผู้ขาย Options เพราะส่วนของมูลค่าเวลาที่ลดลงจะเป็นรายได้ของผู้ขาย Options และเหลือเวลาที่ต้องรับภาระลดลง แต่จะส่งผลในตรงกันข้ามกับผู้ซื้อ Options เนื่องจากมูลค่าของเวลาที่ลดลงจะเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ Options โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ราคาของสินค้าอ้างอิงไม่ปรับตัวไปในทิศทางที่ผู้ซื้อ Options คาดหวังไว้ ก็จะทำให้ผู้ซื้อ Options มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
ผู้ลงทุนที่สนใจซื้อขาย Options เพื่อทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของราคา Options เมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางของราคาสินค้าอ้างอิง ความเสี่ยงจากการซื้อหรือขาย Options ที่แตกต่างกัน และปัจจัยของเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อราคา Options ซึ่งลักษณะต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับผลกำไรและขาดทุนที่จะเกิดขึ้นของผู้ที่ซื้อขาย Options







