ความเสี่ยงจากการลงทุน รู้ไว้... ไม่ตื่นตูม (2)
ความเสี่ยงนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และการเงิน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
สัปดาห์ที่แล้วน่าจะได้ตื่นเต้นไปกับ “ความเสี่ยงของตราสารหนี้” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวบรวมไว้ได้มากถึง 10 ประเภทไปแล้ว (ไม่ต้องทวนซ้ำเนอะ)
แต่ในมุมของผู้จัดการกองทุน ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย บอกว่าการลงทุนในตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงที่สำคัญอยู่ 2 ข้อ คือ
1.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังในอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น (Interest Rate Risk หรือ Market Risk) และ
2.ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงิน หรือตามเวลาที่กำหนดไว้ (Credit Risk หรือ Default Risk)
“ความเสี่ยงอย่างหลังนี้ ถ้าหากเกิดขึ้นก็มักจะกระทบต่อราคา หรือมีโอกาสขาดทุนมากกว่าความเสี่ยงแบบแรก”ชัชชัย กล่าว พร้อมกับบอกว่า
โดยหลักการแล้วการผิดนัดชำระเงินของตราสารหนี้อาจเกิดขึ้นได้กับตราสารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตราสารประเภทที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต (Non Rated) ตราสารที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Non investment grade)
หรือแม้แต่ตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade)ก็ตาม
เพียงแต่ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจะมีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทต่อนักลงทุน ทำให้นักลงทุนมีข้อมูลเบื้องต้นในการประเมินหรือพิจารณาความเสี่ยงก่อนการลงทุน
ทั้งนี้ การจัดอันดับเครดิต หรืออันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ จะแบ่งกว้างๆได้ 8 ขั้น ได้แก่
AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
AA อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
A ความเสี่ยงต่ำ
BBB ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง
BB มีความเสี่ยงสูง
B มีความเสี่ยงสูงมาก
C มีความเสี่ยงสูงที่สุด
D อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้
ขณะที่อันดับเครดิตที่ถือว่า “ลงทุนได้”จะเริ่มตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ขณะที่อันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB ลงไปจะถือว่า “ต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้”
“โดยสถิติแล้วตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ดี ส่วนใหญ่จะมีโอกาสของการผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ต่ำกว่าหรือไม่มีการจัดอันดับเครดิต แต่ก็จะได้รับอัตราผลตอบแทนในระดับที่ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน” ชัชชัย กล่าว
หุ้น : ความเสี่ยงที่แสนจะเร้าใจ
ถ้าคิดว่าตราสารหนี้มีความเสี่ยงที่น่าตื่นเต้น ก็น่าตื่นตาตื่นใจไปกับการลงทุนในหุ้นที่มีความหวาดเสียวขึ้นมาอีกหน่อย ซึ่งต้องเตือนกันไว้ก่อนว่า “ใจไม่กล้าอย่าได้ลอง”
เพราะแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะแบ่งความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นไว้เพียงแค่ 3 ประเภทสำคัญ แต่บอกได้เลยว่าเร้าใจยิ่งกว่าความเสี่ยงของตราสารหนี้ 10 ประเภทรวมกันเสียอีก
1.ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับบริษัทนั้น อันเกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอก ที่ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์ หรือรับรู้มาก่อนได้(Company Risk หรือ Credit Risk) เช่น
- การเปลี่ยนแปลงคณะจัดการหรือผู้บริหารสำคัญ ซึ่งอาจมีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของกิจการ
- ความผิดพลาดในการบริหาร จนทำให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียต่อผู้ถือหุ้น
- การแข่งขันในเชิงการตลาดของคู่แข่ง ที่มีผลกระทบต่อปริมาณการขายและรายได้ของกิจการ
- ความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีผลกระทบต่อปริมาณการขายและรายได้ของกิจการ
- ความเสียหายจากภัยพิบัติ ทำให้กระบวนการผลิตและการจัดการหยุดชะงัก และกระทบต่อกระแสรายได้ของกิจการ
- การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงและค่านิยม (Goodwill)
- การล้มละลาย ความสูญเสียทั้งมวลของผู้ถือหุ้น
2.ความเสี่ยงที่เกิดจากคุณสมบัติเฉพาะของภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ เอง (Sector Risk หรือ Industry Risk)
ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมที่มีการผลิตหรือเสนอขายสินค้าหรือบริการเฉพาะเจาะจงเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งธุรกิจหรืออุตสาหกรรมประเภทนี้รวมทั้งราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้สามารถพุ่งสูงขึ้น และตกต่ำได้ในชั่วพริบตา หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
3.ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้น ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น โดยที่ปัจจัยทางพื้นฐานของหุ้นนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย (Market Risk)
จริงๆ แล้วความเสี่ยงในข้อนี้ทำให้ขาดทุนเกินคาด ถ้าภาวะตลาดโดยรวมอยู่ในภาวะซบเซา (Bear Market) เพราะจะทำให้ราคาหุ้นทั้งตลาดปรับลดลง แต่ในทางกลับกันก็อาจจะทำให้ได้กำไรเกินคาดได้ด้วย หากสภาพตลาดในขณะนั้นร้อนแรงมากๆ (Bull Market) ก็จะดึงราคาหุ้นทั้งตลาดให้ปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย
ความเสี่ยงนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และการเงิน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆ อย่างรวมกัน ก็จะทำให้เกิดเป็นอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด (Market Sentiment)
ความเสี่ยงของกองทุนรวม
นอกจากความเสี่ยงที่จะเจอเมื่อไปลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท เช่น กองทุนตราสารหนี้ ก็ต้องเจอกับความเสี่ยงที่ตราสารหนี้จะผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่กองทุนหุ้นก็หนีไม่พ้นความเสี่ยงของภาวะตลาดโดยรวมแล้ว การลงทุนในกองทุนรวม ยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวของมันเองอีกด้วย เช่น
1.ความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทน หรือไม่มีการรับประกันผลตอบแทน
ถ้าไม่ใช่กองทุนที่ประกาศชัดเจนว่า “รับประกันผลตอบแทน” จะไม่มีกองทุนใดเลยที่ลงทุนแล้วจะมั่นใจได้ 100% ว่าจะได้ผลตอบแทนตามที่ประมาณการไว้
2.ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย
ในกรณีที่เราลงทุนสินทรัพย์บางอย่างโดยตรง เช่น ซื้อหุ้นเอง ซื้อทองคำเอง แล้วต้องการจะเปลี่ยนให้เป็นเงินสดก็สามารถทำได้ทันที แต่กองทุนรวมบางประเภทไม่สามารถขายหน่วยลงทุนได้ในเวลาที่ต้องการ เพราะติดเงื่อนไขบางอย่าง หรือ ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ
3.ความเสี่ยงจากเงินกู้เพื่อนำมาลงทุน
กองทุนบางประเภทสามารถกู้เงินมาลงทุนได้ โดยคาดหวังว่า การกู้เงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วนำไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ แต่ในทางกลับกันการกู้เงินก็ทำให้ความเสี่ยงของกองทุนนั้นเพิ่มขึ้น หากผลที่ได้ไม่เป็นไปตามคาด
4.ความเสี่ยงจากตัวผู้จัดการกองทุน
เวลาที่เราเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมความหวังอย่างหนึ่ง คือ ผู้จัดการกองทุนจะสามารถบริหารจัดการและรับมือกับสารพัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม แต่กลับกลายเป็นว่า ตัวผู้จัดการกองทุนก็เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งของกองทุนรวม ถ้าไปเจอผู้จัดการกองทุนที่ไม่เชี่ยวชาญมากพอ
นอกจากนี้ กองทุนรวมประเภทหนึ่งอาจจะต้องเจอกับความเสี่ยงหลายประเภท เช่นกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ นอกจากความเสี่ยงจากสินทรัพย์ที่เข้าไปลงุทนแล้ว ยังจะต้องเจอกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งด้วย
เพราะฉะนั้นต้องย้ำกันอีกครั้งก่อนที่จะลงทุนว่า แน่ใจนะว่ากล้าพอ







