
เบ็นคิวลุยโปรเจกเตอร์
เบ็นคิว สบช่องตลาดโปรเจกเตอร์โต หน่วยงานรัฐ องค์กร แห่ลงทุนต้นปี เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ หวังตอกย้ำผู้นำตลาดแชร์พุ่ง 70%
เบ็นคิว สบช่องตลาดโปรเจกเตอร์โต หน่วยงานรัฐ องค์กร แห่ลงทุนต้นปี เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ หวังตอกย้ำผู้นำตลาดแชร์พุ่ง 70%
นายพัทธกร พรศิริธิเวช ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท เบ็นคิว ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบรนด์เบ็นคิว เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดโปรเจกเตอร์ในปีนี้คาดว่าเติบโต 10-12% หรือเพิ่มจาก 9 หมื่นเครื่องเป็น 1 แสนเครื่อง การเติบโตมาจากหน่วยงานรัฐ การศึกษา และตลาดองค์กรลงทุนซื้อเครื่องใหม่ในช่วงต้นปี ถือว่าเป็นฤดูกาลจำหน่ายสินค้า
ขณะที่แผนตลาดบริษัทเปิดตัวสินค้า 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ โปรเจกเตอร์ซีเนม่า DLP 4K UHD LED รุ่นX 12000 ระบบเดียวกับโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ที่ใช้ทั่วโลก ราคาเริ่มต้น 1.5-2.4 แสนบาท นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ราคาเริ่มต้น 3.9-7.9 หมื่นบาท และจากนี้ไปจะทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างน้อย 2-3 รายการ ในช่วงกลางปีและปลายปี
ทั้งนี้ จะเน้นกลยุทธ์ตลาดออกงานโปรเฟสชั่นนัลกลุ่มหมวดภาพและเสียง เพื่อเข้าถึงลูกค้าและได้ทดลองชมภาพ พร้อมการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้งานมืออาชีพ และจับมือร่วมกับตัวแทนจำหน่าย จัดทำเวิร์กช็อปกับกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้ความรู้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การใช้งบตลาด 5% ของรายได้ มุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าหน่วยงานรัฐ องค์กร ซึ่งถือว่าเป็นฐานลูกค้าหลักในสัดส่วน 60%
นายพัทธกร กล่าวอีกว่า ตลาดโปรเจกเตอร์ส่วนใหญ่คู่แข่งเป็นค่ายผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเป็นหลัก ปีที่ผ่านมาโปรเจกเตอร์ได้รับกระแสตอบรับที่ดีหลายรุ่น โดยเฉพาะวิดีโอโปรเจกเตอร์ มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยให้ภาพสวยสมจริง ตอบโจทย์ผู้ไปซื้อชมภาพยนตร์ทำให้เบ็นคิวยังคงมียอดขายอันดับ 1 และจากการทำตลาดในปีนี้คาดว่า รายได้กลุ่มโฮมซีนีม่ามีสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 20% เป็น 30% กลุ่มโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์จาก 70% เหลือ 80% จากรายได้ทั้งปีตั้งเป้า 800 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 700 ล้านบาท
สำหรับยอดขายโปรเจกเตอร์ของเบ็นคิวทั้งปี มีอัตราการเติบโต 20-30% หรือเพิ่มจาก 1 หมื่นเครื่อง เป็น 1.3 หมื่นเครื่อง โดยเมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จในตลาดโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 11% เป็น 58% ช่วงไตรมาส 3 โดยปีนี้ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 60-70% คาดว่าจะมียอดขาย 2,000 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันตลาดเชิงปริมาณราว 3,000 ล้านเครื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดกลุ่มโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์







