
IRPC โชติช่วง
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) นับวันจะเห็นความสำเร็จ เห็นการเติบโตในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และหุ้น IRPC เปิดปี 2560 มาจนถึงปัจจุบัน ราคาวิ่งทะลุราคา 5 บาทมาแล้ว โดยล่าสุดซื้อขายที่ 5.30 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10.41% ทำสถิติสูงสุดรอบ 5 ปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นมา 1 หมื่นล้านบาท หุ้นนี้มีดีอะไรปัจจัยใดสนับสนุน โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์ “สุกฤตย์ สุรบถโสภณ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC
สุกฤตย์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ดีของ IRPC เพราะผลของการลงทุนในโครงการต่างๆ ของบริษัทก่อนหน้าทั้งโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สะอาด (UHV:Upstream Project for Hygiene and value Added product) และโครงการ EVEREST ซึ่งเป็นโครงการวิเคราะห์แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารจัดการทั่วไป ทั้งองค์กรเพื่อต่อยอดจากโครงการ DELTA โดยร่วมมือกับองค์กรที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งผลของโครงการที่ดำเนินการจะออกดอกผลในปีนี้ จะสะท้อนออกมาในรูปของผลดำเนินงานและรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นโดยบริษัทคาดหวังว่าปีนี้รายได้จะเติบโตกว่าปี 2559 อย่างแน่นอน เพราะในการดำเนินโครงการนี้ทำให้การผลิตโพพีลีนเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนตัน
“ปี 2559 ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เพราะในช่วงต้นปีราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำทำให้อัตราค่าการกลั่นสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ปีนี้น่าจะดีขึ้นเพราะภายหลังกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปก) และนอกโอเปกบรรลุข้อตกลงลดการผลิตลงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะทำให้บริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วยและมองว่าปีนี้ระดับราคาน้ำมันน่าจะขึ้นมาซื้อขายที่ประมาณ 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลได้”
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการทำธุรกิจบริษัทในปีนี้คือการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นการครบรอบระยะเวลาที่ทุกๆ 5 ปี บริษัทจะมีการหยุดซ่อมบำรุงเพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพที่สุดและเพื่อความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าในการซ่อมบำรุงนั้นจะมีระบบการจัดการเป็นไปตามที่กำหนดหรือไม่เพราะการหยุดซ่อมบำรุงจะทำให้รายได้หายไปประมาณ 10% และปีนี้ทำให้ผลของการดำเนินงานในโครงการต่างๆ จะรับรู้เต็มๆ เพียง 3 ไตรมาส แต่ในปี 2561 น่าจะเป็นปีที่ดีที่สุดของ IRPC เพราะจะรับรู้ผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยของโครงการลงทุนด้านต่างๆ ที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
“3 ปีในการเข้ามาบริหาร IRPC ของผมถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะหากดูมาร์เก็ตแคปวันนี้แตะ 1 แสนล้านบาท จากวันที่เข้ามาอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ซึ่งจุดพลิกสำคัญหนึ่งคือเมื่อผมเข้ามาเป็นผู้บริหารได้ระยะหนึ่ง ทางอดีตผู้ถือหุ้นเดิมได้ถอนฟ้องในคดีต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการยุติข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานาน ซึ่งผลของคดีที่ยุติลงทำให้ทำงานได้เต็มที่ ลุยธุรกิจได้ตามแผนที่วางไว้”
สำหรับการลงทุนในปีนี้คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้มากหนักเพราะการลงทุนหนักๆ ได้เกิดขึ้นมาตามโครงการ HUV ซึ่งใช้เงินลงทุนไป 3.4 หมื่นล้านบาท โดยเงินภายในและการใช้วิธีการขยายระยะเวลาเครดิตเทอมกับบริษัทแม่ คือ ปตท. (PTT) เป็น 90 วัน จากปกติ 30 วัน ซึ่งปีนี้จะกลับเข้ามาสู่การชำระปกติคือ 30 วัน
นอกจากนี้ วันนี้จะมีการเซ็นสัญญาเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง เพื่อขอกู้เงินวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อมาชำระหนี้ที่จะครบกำหนด 2 หมื่นล้านบาท จากหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในการกู้นั้นถือว่าได้ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือต้นทุนทางการเงินของบริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 4% โดยมีอายุการกู้ 7-8 ปี โดยหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่มีอยู่มีทั้งหนี้ต่างประเทศและหนี้ในประเทศ หนี้สถาบันการเงินและหนี้หุ้นกู้ โดยถัวเฉลี่ยจะเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยลอยตัวตามตลาดประมาณ 52% และ 48% เป็นอัตราคงที่
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตน่าจะมีการเข้ามาประเมินฐานะของบริษัทใหม่เพราะก่อนหน้าในตราสารหนี้ต่างประเทศนั้นเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน ซึ่งคาดหวังว่าจะขึ้นมาอยู่ในระดับน่าลงทุน หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทปรับตัวลดลงไปอีก และทำให้มีความคล่องตัวในอนาคตถ้าหากบริษัทมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น
สุกฤตย์ กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมายเพื่อพิชิตยอดเขา เอเวอร์เรสต์ ให้ได้ในปี 2020 ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนในปีดังกล่าวบริษัทจะมีอัตรากำไร
ก่อนหักภาษีดอกเบี้ยและค่าเสื่อม (อีบิตดา) ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท จากระดับเบสแคมป์ที่ 1.75 หมื่นฟุต หรือ 1.75 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าหากเข้าสู่ในระดับยอดสูงสุด ตัวเลขทางการเงินทุกๆ อย่างจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว
บล.เอเซีย พลัส คาดกำไร ไตรมาส 4 ปี 2559 IRPC มีกำไรสุทธิ 1,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.9% จากไตรมาสก่อนหน้า หลักๆ เป็นผลมาจาก Market GIM (Gross Integrated Margin) เพิ่มขึ้นราว 12.0% มาอยู่เกือบ 14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันตามราคาปิดน้ำมันสิ้นงวด หลังน้ำมันอยู่เหนือ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ทั้งนี้คาดจะถูกหักล้างจากการบันทึกขาดทุน Hedging และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่า โดยรวมส่งผลให้แนวโน้มกำไรสุทธิทั้งปี 2559 จะอยู่ที่ 9,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% และไตรมาสแรกปีนี้จะถูกกดดันจากแผนการซ่อมบำรุง กดดันให้อัตราเดินเครื่องผลิตของทั้งปี 2560 อยู่เพียง 1.8 แสนบาร์เรล/วัน แต่ทั้งนี้คาดหลังจาก Shutdown แล้วเสร็จโรงกลั่นจะกลับมาเดินเครื่องด้วย UHV เต็มกำลัง ภาพระยะยาวสดใสยังมีโครงการต่อยอดกำไรต่อจาก UHV และ IRPC ได้ยกระดับตัวเองเป็นโรงกลั่นแบบ Complex เต็มตัวเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะต่อยอดกำไรจากโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โพรพิลีน และยังเดินหน้ากลยุทธ์ปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจใหม่ Everest ที่จะต่อยอดการเติบโตของ IRPC ระยะยาว







