posttoday
ยุคทอง ‘เมกะโปรเจกต์’ ก้าวสู่ทศวรรษ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’

ยุคทอง ‘เมกะโปรเจกต์’ ก้าวสู่ทศวรรษ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’

30 มกราคม 2560

ปี2560 นี้ เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์อย่างเต็มกำลัง

โดย...วิภพ เฉลียวจิตติกุล กองทุนบัวหลวง

ปี2560 นี้ เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่ารถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ และยังเป็นการลงทุนต่อเนื่องไปในอนาคตอีกกว่าสิบปี หลังช่วงที่ผ่านมาต้องถดถอยลง หลังเผชิญภาวะทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ จนแผนงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการต้องหยุดชะงัก

ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (LPI) ของธนาคารโลก เพื่อจัดลำดับประสิทธิภาพด้านขนส่งของ 160 ประเทศทั่วโลกในทุกๆ 2 ปี โดยพิจารณาต้นทุนและเวลาเป็นสำคัญ พบว่า ในปี 2557 ค่า LPI ของประเทศไทยเท่ากับ 3.43 จัดเป็นอันดับ 35 แต่ล่าสุดค่า LPI ของไทยลดลงเหลือ 3.26 อันดับโลกลดลงมาที่ 45 ประสิทธิภาพด้านขนส่งที่ลดลงต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งต้องนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของประเทศยังสูงราว 14% ห่างไกลจากเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบโลจิสติกส์ฉบับที่ 2 (ปี 2556-2560) ซึ่งกำหนดไว้ต่ำกว่า 12% ทำให้จำเป็นต้องรีบพัฒนาระบบขนส่งและแนวพื้นที่เศรษฐกิจให้เป็น Logistics Hub of ASEAN เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากทำเลที่ตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทุกประเทศย่อมอาศัยไทยเป็นทางผ่านไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ ในทางกลับกันก็เชื่อมสิงคโปร์และมาเลเซียผ่านไทยขึ้นไปถึงจีนตอนใต้ได้

รัฐบาลได้ให้กำเนิดแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 2559 และปี 2560 (Action Plan) วงเงินรวม 2.3 ล้านล้านบาท โดยในปี 2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินโครงการไปแล้ว 13 โครงการ ในวงเงิน 5 แสนล้านบาท หรือเพียง 22% ของแผนดำเนินการ ส่วนวงเงินลงทุนที่เหลือนั้นอยู่ระหว่างขออนุมัติจาก ครม. หรือศึกษาวิธีลงทุนร่วมกับเอกชน (PPP) เพื่อให้ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โครงการขนาดใหญ่ตามแผน Action Plan นั้นมีทั้งรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ทางหลวงพิเศษและทางพิเศษ

รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 10 เส้นทาง และรถไฟชานเมืองอีก 3 เส้นทาง (ช่วงรังสิต-ตลิ่งชัน-ศาลายา) เพื่อเชื่อมเครือข่ายขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและย่านชานเมือง เชื่อมต่อไปยังท่าเรือและสนามบิน (ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร และลดการใช้น้ำมัน โดยแนวเส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างจะเกิด Transit Oriented Development (TOD) คือ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในวันข้างหน้า โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วจาก ครม.และเปิดประมูลไปแล้ว ได้แก่ สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว- สำโรง

รถไฟทางคู่ 15 เส้นทาง เป็นการสร้างรางรถไฟใหม่คู่ขนานไปกับรางเดิม ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หากรถไฟทางคู่แล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งในระบบราง โดยความเร็วในการรับส่งผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นจาก 60 กม./ชม. เป็น 100 กม./ชม. และความเร็วในการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นจาก 40 กม./ชม. เป็น 60 กม./ชม. เนื่องจากระบบรางเดี่ยวแบบเดิมจำเป็นต้องสับราง หรือวิ่งสวนทางกันไม่ได้ เมื่อรถไฟขบวนใดขบวนหนึ่งเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังขบวนอื่นๆ ทันที โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วจาก ครม.ประกอบด้วย 5 โครงการ ได้แก่ ทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ และทางคู่ช่วงหัวหิน-ประจวบฯ

รถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วมากกว่า 200 กม./ชม. มีทั้งหมด 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง โครงการไทย-จีน (กรุงเทพฯ-โคราช) และโครงการไทย-ญี่ปุ่น (กรุงเทพฯ-พิษณุโลก) โดยจะก่อสร้างขนานไปกับเส้นทางรถไฟทางคู่ เพื่อให้เปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารหรือสินค้ามายังรถไฟความเร็วสูงได้สะดวก แต่จะมีสถานีหลักเพียง 10-12 สถานี ตามรายจังหวัด เพื่อรักษาความเร็วของรถไฟ อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแนวทางการลงทุน

ทางหลวงพิเศษและทางพิเศษ 8 เส้นทาง เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัดและภูมิภาค และเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมอื่นๆ ที่ไม่เข้าถึงจุดหมายได้ เส้นทางสำคัญ ได้แก่ ทางหลวงพิเศษนครปฐม-ชะอำ ทางหลวงพิเศษหาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลเซีย และทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก โครงการเหล่านี้จะพิเศษกว่าโครงการอื่น เนื่องจากอาจระดมทุนผ่านการจัดตั้ง “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” ด้วยหลักการเบื้องต้นคล้ายกับจัดตั้ง IFF หรือ REIT โดยนำโครงการที่เปิดดำเนินการในปัจจุบัน เช่น โครงการทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) ทางด่วนบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) และทางด่วนกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) มาเสนอขายให้กับนักลงทุน แล้วนำเงินทุนที่ได้ไปพัฒนาโครงการใหม่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการใหญ่ ซึ่ง ครม.เพิ่งอนุมัติ นั่นคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างจุดศูนย์กลางด้านการลงทุนและท่องเที่ยวในระดับโลก พร้อมเป็นเปิดประตูสู่อาเซียน จีน และอินเดีย โดยจะดำเนินการใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโซนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่เพียบพร้อม ในระยะทาง 200 กม. จากกรุงเทพฯ เชื่อมผ่านเส้นทางสายหลักทางถนนและรถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Action Plan รวมถึงโครงการพัฒนาใหม่ๆ ได้แก่ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังน้ำลึก สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา
(อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อรองรับผู้โดยสาร 3 ล้านคน/ปี) และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

ในอนาคตอีกไม่ไกล นักลงทุนคงเห็นโครงการต่างๆ ตาม Action Plan ทยอยเปิดตัวเป็นระยะ โดยเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมประมูล หรือร่วมลงทุน (PPP) และด้วยขนาดโครงการที่เรียกว่า “เมกะโปรเจกต์” จำเป็นต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 5-10 ปี หรืออาจมากกว่านั้น ทำให้ภาคธุรกิจก่อสร้างในประเทศได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มขนส่ง หรือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และนี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสในปี 2560 สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเกาะติดกระแสยุคทองของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไทยในตลอดทศวรรษหน้า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี