posttoday
มีใครบ้างที่ลงทุนในตั๋วบี/อี

มีใครบ้างที่ลงทุนในตั๋วบี/อี

30 มกราคม 2560

โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์

โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์

ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) และหุ้นกู้ ยังแบ่งได้เป็นอีก 2 ประเภท คือ มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (non-rated) โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวดกับตั๋วบี/อี non-rated ทั้งนี้ผู้ที่สามารถลงทุนในตั๋วบี/อี non-rated มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ

(1) ผู้ลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม และ (2) ผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามนิยามของ ก.ล.ต. (มีรายได้เกิน 4 ล้านบาท/ปี หรือมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท หรือมีสินทรัพย์รวมเกิน 50 ล้านบาท)

ปัจจุบัน การลงทุนในตั๋วบี/อี จึงทำได้ 2 ช่องทาง คือ การเข้าไปลงทุนโดยตรงด้วยตนเอง และการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตั๋วบี/อีอีกต่อหนึ่ง (เรียกกองทุนประเภทนี้ว่า “กอง AI”) โดยผู้ที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกอง AI จะต้องมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ตามที่ ก.ล.ต.กำหนดไว้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ตั๋วบี/อีจึงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ลงทุนที่ผ่านเงื่อนไข ไม่ได้กระจายเป็นวงกว้างเหมือนการลงทุนในตลาดหุ้น

เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในช่วง 10 กว่าปีก่อน น่าจะเคยได้ยินข่าวที่มีประชาชนจำนวนมากแย่งกันถอนเงินออกจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพิ่มความเข้มงวดจนถึงขั้นหยุดปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเจ้าของเงินไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับเงินคืน

สถานการณ์ปัจจุบัน เริ่มต้นจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี ของบริษัทแห่งหนึ่งในช่วงปลายปี 2559 โดยมีกองทุนรวมเป็นผู้ถือตั๋วบี/อีฉบับนั้น ถึงแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเริ่มกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหน่วยลงทุนอยู่บ้าง แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบและไม่รุนแรงนัก แต่หลังจากนั้นเพียง 2-3 สัปดาห์ กลับมีบริษัทจดทะเบียนผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อีเพิ่มขึ้น และมีเหตุผลในการผิดนัดที่แตกต่างกัน เช่น คาดการณ์กระแสเงินสดผิดพลาด ไม่มีผู้บริหารลงนามในเอกสารเบิกจ่ายเงิน ขณะที่บางรายก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีเงินมาชำระคืนเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การผิดนัดชำระหนี้ต่อเนื่องกันของบริษัทจดทะเบียน 2-3 แห่ง ทำให้ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน” ลดลงอย่างมาก เริ่มมีการถอนเงินลงทุนออกถึงขั้นที่ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องปิดกองทุนบางกอง

การปิดกองทุน ทำให้ บลจ.จำเป็นต้องเรียกเงินคืนจากบริษัททุกแห่งที่ออกตั๋วบี/อีขายให้กองทุนนั้น เพื่อนำเงินไปคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน (ปกติแล้วกองทุน AI จะลงทุนในตั๋วบี/อีของบริษัทเอกชนประมาณ 10-15 แห่ง/1 กองทุน เพื่อกระจายความเสี่ยง) การแจ้งขอเงินคืนก้อนใหญ่โดยมีช่วงเวลาเตรียมการ สั้นๆ เป็นผลทำให้บริษัทหลายแห่งหาเงินมาชำระคืนไม่ทัน ทั้งที่การดำเนินงานของบริษัทยังไปได้ดี เนื่องจากบริษัทที่ออกตั๋วบี/อีส่วนใหญ่มักจะทำการต่ออายุ (Roll Over) ในภาวะที่เป็นปกติ มักจะ Roll Over ได้ทั้งจำนวน จึงไม่ได้เตรียมสำรองเงินจากช่องทางอื่นเอาไว้

เมื่อมีการเรียกคืนเงินจากบริษัท 10-15 แห่งพร้อมกัน จึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอีก 1-2 แห่งตามมา (เพราะหาเงินไม่ทัน) กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนให้ลดน้อยลงไปอีก เกิดการถอนเงินออกจนต้องปิดกองทุนอื่น และกลายเป็นวงจรที่เกิดต่อเนื่อง

ผิดนัดชำระหนี้สะท้อนกองทุนหรือไม่

มี บลจ.หลายแห่งที่ลงทุนในตั๋วบี/อีและเริ่มมีปัญหาในขณะนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรจะมั่นใจก็คือ การบริหารจัดการกองทุนนั้นมีขั้นตอนวิเคราะห์และตัดสินใจผ่านผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และถูกควบคุมดูแลโดยสำนักงาน ก.ล.ต.อย่างเข้มงวด การจะลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทใดๆ ก็ตาม ต้องถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วยคนจากฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันวิเคราะห์ มิใช่การตัดสินใจโดยลำพังของผู้จัดการกองทุนคนเดียว อีกทั้งสำนักงาน ก.ล.ต.มีกำหนดเข้าตรวจสอบวิธีปฏิบัติงานของ บลจ.อยู่เป็นประจำ และที่สำคัญ ไม่มี บลจ.รายใดอยากเสียชื่อกับการผิดนัดชำระหนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว ก็แสดงความรับผิดชอบและรีบดำเนินการติดตามให้มีการชำระหนี้อย่างทันท่วงที

มีความเสี่ยงหรือไม่?

การลงทุนในตั๋วบี/อีของกองทุนรวมและผู้ลงทุนที่เป็นบุคคล มีความแตกต่างที่สำคัญในเรื่องขนาดการลงทุน โดยตั๋วบี/อีที่ถือโดยกองทุนรวมจะมีมูลค่าใบละ 100-200 ล้านบาท ขณะที่ผู้ลงทุนบุคคลซื้อตั๋วบี/อีเฉลี่ยใบละ 10-20 ล้านบาท การเรียกไถ่ถอนคืนโดยกองทุนรวม ทำให้ผู้ออกตั๋วบี/อีหาผู้ลงทุนรายใหม่มาลงทุนต่อได้ยากกว่าการขอไถ่ถอนโดยผู้ลงทุนบุคคล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตั๋วบี/อีที่ถือโดยผู้ลงทุนบุคคลจะไม่เสี่ยง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนบุคคลที่ซื้อตั๋วบี/อีของบริษัทเอกชนมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะทางการเงินและยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า (การซื้อตั๋วบี/อีโดยตรง มีกำหนดซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท/ใบ) ผู้ที่ลงทุนผ่านกอง AI (กำหนดซื้อขั้นต่ำ 5 แสนบาท) แต่ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เห็นการไหลออกของเงินลงทุนในส่วนนี้บ้างแล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ