
ปตท.ลุยลงทุน เพิ่มงบอีก 2 แสนล้าน
ธุรกิจพลังงานของโลกที่ผ่านเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้นลงจนกระทบต่อผลการดำเนินงานและแผนการลงทุน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
ธุรกิจพลังงานของโลกที่ผ่านเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้นลงจนกระทบต่อผลการดำเนินงานและแผนการลงทุน
“เทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) ให้สัมภาษณ์ โพสต์ทูเดย์ ว่า ปตท.ได้เพิ่มงบลงทุน 5 ปี ระหว่างปี 2560-2564 อีกประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อแยกกลุ่มการลงทุนในกลุ่มพัฒนาต่อยอดมูลค่าธุรกิจขึ้นมาใหม่เป็นครั้งแรกในโครงการที่บริษัทสนใจและศึกษาโอกาสการเข้าลงทุน แยกจากงบลงทุนปกติช่วง 5 ปี (2560-2564) ที่ประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2559 ที่ 3.40 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้ในโครงการที่กำหนดแผนใช้เงินไว้ชัดเจนแล้วส่งผลให้งบลงทุนของ ปตท.เพิ่มขึ้นเป็น 5.4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม งบลงทุน 2 แสนล้านบาทที่เพิ่มขึ้น แบ่งเป็นเงินลงทุนจริงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จะใช้ในโครงการลงทุนที่บริษัทศึกษาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ อาทิ การลงทุนสร้างคลังรับแอลเอ็นจีในเมียนมา จัดหาแอลเอ็นจีมายังฝั่งตะวันตกของไทยและเชื่อมท่อก๊าซส่งมาในไทย ใช้การร่วมทุนในบริษัทเทคโนโลยี การสร้างท่อส่งก๊าซย่อย การแยกก๊าซอีเทนออกจากแอลเอ็นจี การร่วมทุนกับบริษัท ปตท.สผ. (PTTEP) ในโครงการโรงผลิตแอลเอ็นจีรวมถึงการร่วมทุนในโรงผลิตแอลเอ็นจีกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ และรองรับโอกาสสำหรับการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ และแบ่งอีกเงินลงทุนอีกราว 1.50 แสนล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างกิจการ อาทิ การใช้เงินเพิ่มทุนในบริษัทลูก
“เป็นปีแรกที่ ปตท.แยกตั้งงบลงทุนออกมาให้ชัดเจนขึ้นและจะทยอยเห็นออกมาในโครงการที่ศึกษาไว้และเป็นโครงการที่คุ้มค่า ถ้าไม่คุ้มค่าอาจไม่ทำ แตกต่างจากเดิมที่จะมีโครงการที่เห็นว่ามีความเป็นไปได้บริษัทจะนำไปรวมกับงบลงทุน 5 ปีปกติเลย แต่เมื่อศึกษาแล้วลงทุนไม่ได้ทำให้ดูเหมือนใช้งบลงทุนน้อย แต่ความจริงเป็นโครงการที่ศึกษาเพื่อดูโอกาสการลงทุน” เทวินทร์ กล่าว
แผนลงทุน 5 ปีปกติวงเงิน 3.40 แสนล้านล้านบาท แบ่งสัดส่วนมากว่า 50% จะใช้ลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทเน้นให้ความสำคัญ ประกอบด้วยโครงการหลักคือ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ซึ่งทยอยเสร็จ รวมถึงใช้งบราว 1 แสนล้านบาท ลงทุนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 และสถานี เพิ่มความดันเพื่อเชื่อมการส่งก๊าซจากฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตกของไทย รวมถึงรองรับการส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และส่งไปยังโรงไฟฟ้าต่างๆ รองรับแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าของประเทศไทย อีกทั้งลงทุนผ่านบริษัทลูกคือ พีทีที แอลเอ็นจี ในโครงการคลังรับแอลเอ็นจีทั้งการขยายคลังแห่งที่ 1 และลงทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีใหม่ แห่งที่ 2 จะมีทั้งที่ลงทุนเองโดยตรงหรือผ่านบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมทุน และบริษัทที่ PTT เข้าร่วมถือหุ้นในสัดส่วนต่างๆ เพื่อบริษัทที่ทำธุรกิจเรือธง กลุ่มต่างๆ ในปี 2560 ใช้งบลงทุนรวม 8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ PTT จะขยายออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นในธุรกิจน้ำมัน ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ทั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มีแผนจะขยายสถานีเพิ่ม และอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อร่วมทุนธุรกิจสถานีบริการน้ำมันกับพันธมิตรท้องถิ่นในเมียนมา เพราะรัฐบาลเมียนมายังไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าไปเปิดในประเทศ
“ราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้ประเมินว่าจะอยู่ที่ 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กรณีร้ายแรงสุดราคาน้ำมันมีโอกาสลงไปถึงระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากเกิดจริงก็จะใช้เวลาไม่นานเพราะเริ่มเห็นแล้วว่าผู้ผลิตทยอยขาดทุน เลิกกิจการไป PTT มีกระแสเงินสดมีความแข็งแรงรองรับสถานการณ์ได้ 2-3 ปี”
นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นได้ไม่มาก เพราะสหรัฐมีทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่จำนวนมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ดังนั้นมีความชัดเจนว่ามีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาพลังงานฟอสซิลเพื่อใช้ในประเทศมากขึ้น และมีโอกาสสูงมากที่สหรัฐจะถอนตัว จากมติการประชุมคอป 21 ที่ผลประชุมสนับสนุนเรื่องพลังงานทดแทน และมองว่าราคาน้ำมันที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือเป็นระดับราคาที่มีประสิทธิภาพทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิตสามารถอยู่ได้ เพราะต่างได้เห็นกันมาแล้วว่าราคาน้ำมันที่สูงมากและต่ำมากเกินไปสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาขึ้นไป สูงสุดที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และลงมาต่ำสุดที่ 28 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
จนนำไปสู่การลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศในและนอกโอเปกในที่สุด







