
เปลี่ยนผ่าน‘ปธน.สหรัฐ’
เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ม.ค. 2560 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายทรัมป์มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ และถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในระดับโลกเลยทีเดียว แน่นอนว่าตลาดทุนก็คอยจับตามองการเคลื่อนไหวของเขาหลังการเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการดำเนินตามนโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงเอาไว้ ซึ่งมีหลายประเด็นแตกต่างออกไปจากนโยบายของรัฐบาลก่อนแบบสุดขั้ว และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และสร้างผลกระทบอย่างไรให้กับโลกและตลาดทุนโลก
เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ม.ค. 2560 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายทรัมป์มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ และถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในระดับโลกเลยทีเดียว แน่นอนว่าตลาดทุนก็คอยจับตามองการเคลื่อนไหวของเขาหลังการเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการดำเนินตามนโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงเอาไว้ ซึ่งมีหลายประเด็นแตกต่างออกไปจากนโยบายของรัฐบาลก่อนแบบสุดขั้ว และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และสร้างผลกระทบอย่างไรให้กับโลกและตลาดทุนโลก
ในระหว่างนี้ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนผ่านประธานาธิบดีสหรัฐในอดีตอาจช่วยให้เราเข้าใจและคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้ดีขึ้น
ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีนับเป็นครั้งที่ 67
lผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาทำให้พรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนมากทั้งสภาล่างและสภาสูงทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ช่วงปี 2002-2004 (ดัชนีตลาดหุ้น S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% ในสมัยดังกล่าว)
lโดยสถิติเมื่อประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกันเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ตลาดหุ้นสหรัฐมักจะปรับตัวลดลงในอีก 3 เดือน และ 1 ปีข้างหน้า
lพรรคที่เป็นรัฐบาลอาจไม่มีผลต่อตลาดเท่าใดนัก ตลาดทุนให้ความสนใจต่อนโยบายของประธานาธิบดีแต่ละคนมากกว่า ในช่วง 3 เดือนหลังประกาศผลเลือกตั้งถึงวันรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของทรัมป์ ตลาดหุ้นปรับขึ้นมาแล้วกว่า 6% เปรียบเทียบกับสมัยที่เคนเนดี พรรคเดโมแครต) ชนะเลือกตั้งในปี 1961 ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 12.5% (ดีที่สุดในประวัติการเลือกตั้งสหรัฐ)
lหนึ่งในนโยบายที่ทรัมป์ใช้ในการหาเสียงคือ การปรับลดภาษีทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล นโยบายนี้ได้เคยถูกนำมาใช้แล้วในอดีต สมัยเรแกนกว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการกินเวลา 8 เดือนหลังรับตำแหน่ง และสมัย จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ใช้เวลาเกือบ 6 เดือน ก่อนประกาศใช้
ไม่กี่วันหลังรับตำแหน่ง ทรัมป์ลงนามถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก สั่งการให้ทูตสหรัฐทั่วโลกพ้นจากตำแหน่ง ฯลฯ เป็นการเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้น และต้องจับตามองตอนต่อไป...







