
‘แสนผิน สุขี’ เอ็มดี GOLD ปรัชญาการทำงานเกมที่ท้าทาย
บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ภายหลัง 2 ปีที่มีการปรับโครงสร้างได้ผู้ถือหุ้นใหญ่
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ภายหลัง 2 ปีที่มีการปรับโครงสร้างได้ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ คือ เจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” พร้อมทีมผู้บริหารชุดใหม่ GOLD บริษัทกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกปี 2557 จำนวน 305 ล้านบาท จากปี 2556 ที่ขาดทุน 430 ล้านบาท และก่อนหน้านั้นที่ขาดทุนมานานหลายปี นอกจากนั้นแผนธุรกิจ 3 ปีที่ตั้งไว้ว่าจะทำยอดขาย 5,000 ล้านบาท ปรากฏว่าสามารถทำได้เกินเป้าหมายไปที่ 1 หมื่นล้านบาท
แสนผิน สุขี หรือปิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ GOLD เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่ร่วมพลิกฟื้น GOLD โดยเข้ามาเริ่มงานที่ GOLD ปี 2556 หลังจากอยู่ใต้ร่มเงากลุ่มบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) มานานถึง 23 ปีเต็ม ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ
ช่วงนั้นกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ต้องการสร้างทีมบริหารใหม่ ทำให้ “ธนพลศิริธนชัย” ประธานอำนวยการ เพื่อนที่คุ้นเคยกันมานานช่วงเริ่มทำงานในวงการอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นผู้บริหารที่ทำงานอสังหาริมทรัพย์กับกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ทาบทามเข้ามาทำงานที่ GOLD ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนผู้ถือหุ้น จึงเข้ามาคุยกับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ตกลงร่วมกันได้
“ต้องการเข้ามาทำงานพลิกให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นจากเดิม การทำงานในอดีตที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดมาจำนวนมากในหลายเรื่องซึ่งไม่เคยกลัว บวกกับความอดทน แต่มองกลับเป็นมุมบวกนำมาปรับปรุงแก้ไขใหม่เพื่อเดินหน้าต่อ ทำให้ได้การทำงานที่ดีขึ้น”
เมื่อเปรียบการทำงานระหว่างที่กลุ่ม LH กับที่ GOLD ถือว่าแตกต่างกันมาก เพราะงานที่ LH จะเป็นความรับผิดชอบเฉพาะส่วนงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแต่ถือว่ามีงานหลายด้านที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะที่การเข้ามาทำงานที่ GOLD จะมีผู้นำที่ดูแลภาพรวมขององค์กรทั้งหมดในการวางแผนกำหนดทิศทางบริหาร แต่ข้อดีของการทำงานที่ GOLD คือ มีโอกาสได้เรียนรู้งานที่กว้างขึ้น และเจ้าของกลุ่มผู้ถือหุ้นยังให้อิสระอย่างเต็มที่ในการบริหารงาน
ขณะที่ความรู้หรือประสบการณ์การทำงานที่เดิมสามารถนำมาปรับที่ทำงานใหม่ได้ทั้งหมดเพราะเห็นกระบวนการการทำบ้านจัดสรร สำนักงาน คอนโดมิเนียม มาครบทุกส่วนงานเริ่มตั้งแต่การหาที่ดินจนถึงบริการหลังการขาย
“นิยามตอนนี้มองว่า GOLD เปรียบเหมือนคนหนุ่มไฟแรงที่สั่งสมประสบการณ์มาพอสมควรเรียนรู้มาครบทุกด้าน พร้อมที่ทะยานเติบโตไปข้างหน้าบวกกับความพร้อมของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กลุ่มสิริวัฒนภักดี ที่มีเงินทุนพร้อมให้การสนับสนุน”
แสนผิน จบปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในช่วงที่เรียนทำงานพิเศษหาเงินใช้เองด้วยการรับทำงานวิจัยให้บริษัทต่างๆ จำนวนหลายแห่ง อีกทั้งถือว่าเป็นงานที่ทำรายได้ที่ค่อนข้างดีมาก ประกอบกับมีรุ่นพี่ที่คณะได้เข้าไปทำงานพัฒนาธุรกิจที่ LH ซึ่งในช่วงเรียนปี 3 รุ่นพี่ได้ส่งงานวิจัยของ LH ให้ทำและชวนมาร่วมงานด้วยหลังจากเรียนจบ
ปี 2531 เริ่มงานแรกเป็นโปรเจกต์เทรนนี่ มีหน้าที่คุมงานการก่อสร้าง รวมถึงงานด้านการตลาด การขาย การโอน การเงิน ทำให้มีโอกาสที่ดีมากเพราะได้เรียนรู้งานในหลายด้าน ช่วงนั้นเป็น
ยุคแรกของโครงการนำร่องของ LH ที่เริ่มเปิดรับพนักงานจากสาขาอื่นที่ไม่ได้จบวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานที่ LH 3 ปีเป็นจังหวะที่บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) มีแผนจะแยกตัวเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงได้รับมอบหมายงานให้ไปช่วยกรรมการผู้จัดการดูงานด้านพัฒนาธุรกิจทั้งการสร้างบ้าน สำนักงานให้เช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
นโยบายของเจ้าของ LH “อนันต์ อัศวโภคิน” ต้องการให้ QH แยกออกมาลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบให้เช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำไม่ใช่ธุรกิจสร้างบ้านเพื่อขายเหมือนธุรกิจหลักของ LH
อย่างไรก็ดี หลังหุ้น QH เข้าซื้อขายด้วยธุรกิจที่มีเพียงให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ส่งผลให้หุ้นไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ดังนั้นกรรมการผู้จัดการมีแนวคิดว่าจะให้หุ้นของ QH น่าสนใจเพิ่มขึ้นต้องทำธุรกิจสร้างบ้านจัดสรรเพื่อขายด้วย
แสนผิน จึงถูกส่งเข้าไปดูแลงานด้านการตลาดและการขายในปี 2535 ในตำแหน่งผู้จัดการโครงการที่ดูแลบ้านจัดสรร ขณะที่ปี 2535-2536 เป็นช่วงคอนโดมิเนียมกำลังเติบโตและได้รับความนิยมเพราะปัญหารถติดในกรุงเทพฯ และเป็นช่วงเริ่มต้นสร้างรถไฟฟ้า จึงถูกมอบหมายงานให้มาดูฝั่งคอนโดมิเนียมเพิ่ม ในสมัยนั้น อาทิ โครงการคอนโดมิเนียม บ้านปทุมวัน สาทรเฮ้าส์ ชะอำลองบีช ถือเป็นโครงการที่ขายดีมากเพราะบางโครงการใช้เวลาเพียง 7 วัน เปิดขายจนหมด
จนมาถึงปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ย้ายมาดูแลงานบริการหลังการขาย ส่วนหนึ่งมีหน้าที่ดูแลการประหยัดค่าใช้จ่ายในโครงการต่างๆ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือในปี 2544 ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลโครงการบ้านจัดสรรจนถึงปี 2554 ในช่วงชีวิตการทำงานในด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ทำงานหลากหลายสายงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้งานเยอะและนำมาพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับผู้นำองค์กรซึ่งมีกรรมการผู้จัดการถึง 4 คน
ในช่วงที่ทำงานกับ QH ขณะที่กรรมการผู้จัดการมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน หรือมีเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ละคน ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากแต่ละคน อาทิ การทำงานที่ละเอียดรอบคอบ ความอดทน การพัฒนาคน การทำงานร่วมกับผู้อื่น สร้างองค์กรในด้านต่างๆ
“สิ่งหนึ่งที่ได้เจอในการทำงาน คือ ความยากลำบาก ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ได้เรียนรู้ เพราะคนถ้าจะเติบโตได้ต้องผ่านความยากลำบากมาก่อนและต้องไม่ย่อท้อ มองอุปสรรคให้เป็นขนมหวาน ผมได้เจอสภาพแวดล้อมที่ดี ได้เจอเอ็มดีเก่งๆ ทำให้สามารถเรียนรู้งานได้เร็ว”
แสนผิน เริ่มทำงานในฐานะบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แต่มาจับงานแรกในสายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยุคนั้นคนในวงการนี้จะเป็นวิศวกรทั้งหมด ในช่วงเริ่มทำงานแรกต้องเผชิญความยากลำบากเพราะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แตกต่างจากสิ่งที่เรียนรู้มาในรั้วมหาวิทยาลัยจึงทำให้ต้องใช้เวลาปรับตัวถึง 3-4 ปี ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ศาสตร์หรือวิธีในการซื้อขายที่ดิน การวิเคราะห์ศักยภาพทำเลที่ดิน
ปรัชญาการทำงาน คือ มองการทำงานเหมือนการเล่นเกม ซึ่งในแต่ละเกมจะมีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปเสมอ รวมถึงการทำคะแนนที่ดีขึ้นเอาชนะให้ได้ในการเล่นเกม ทำให้มีความท้าทายในการเล่นเกมใหม่ หรือการได้ทำงานใหม่อยู่ตลอดเวลาด้วย ถือเป็นการพัฒนาตัวเองด้วย







