
เร่งอันดับทำธุรกิจ ดูดนักลงทุนดันจีดีพี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2560 จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด โดยล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มจากที่ประมาณการไว้เดิมที่ 3.4% เนื่องจากมีการทำงบประมาณกลางปี 2560 เพิ่มอีก 1.9 แสนล้านบาท การส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
แต่ทว่าการขยายตัวเศรษฐกิจยังถือว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลคาดหวังกับการลงทุนภาคเอกชนให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% ล่าสุดมีการออกมาตรการระยะสั้นขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ให้เอกชนเร่งลงทุนในปีนี้ผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามดึงการลงทุนต่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยให้แรงจูงใจของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่เว้นการลดหย่อนภาษีเป็นเวลานานมากกว่า 8 ปี และยังขยายเพิ่มให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ผ่านมามีนักลงทุนมาขอลงทุนปีละหลายแสนล้านบาท แต่การลงทุนจริงๆ ถือว่ายังน้อย
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐบาลก็ยังมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และการลงทุนของภูมิภาค
แต่ที่ผ่านมา การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไม่ได้ง่าย เพราะการทำธุรกิจในประเทศไทยยังมีความยุ่งยาก การพิจารณาล่าช้า และมีหน่วยงานที่ต้องติดต่อขออนุญาตจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดูดเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ปลายปี 2548 ธนาคารโลกได้จัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Doing Business) ปี 2559 พบว่าประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 49 แย่กว่าปี 2558 ที่ลำดับ 46 ยิ่งเทียบกับเพื่อนบ้านยังพบว่าไทยยังห่างอีกหลายประเทศมาก เช่น สิงคโปร์ เป็นที่ 1 ของโลกติดต่อกัน 10 ปี เกาหลีใต้ที่ 4 เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่ 5 และมาเลเซียที่ 18
เมื่อดูอันดับดังกล่าว จะเห็นว่าความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยยังห่างกับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียอย่างมาก ทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะทำงานชุดใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปลดล็อกปัญหากฎระเบียบต่างๆ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การสำรวจของธนาคารโลกรอบใหม่จะทำให้การจัดอันดับความยากง่ายของธุรกิจดีขึ้น
ต่อมาปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้จัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ปี 2560 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 46 ดีกว่าปีที่ผ่านมา 3 อันดับ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูก็จะพบว่าอันดับของไทยยังอยู่กับที่ ทำให้สมคิดต้องแก้ปัญหายกใหญ่อีกครั้ง โดยการว่าจ้างธนาคารโลกมาช่วยศึกษาอุปสรรคการทำธุรกิจของประเทศไทยที่มีอะไรจะต้องแก้ไขบ้าง เพื่อให้หน่วยงานนั้นเข้าปลดล็อก จะได้ทำให้อันดับของไทยดีขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำการประชาสัมพันธ์สื่อสารไปยังภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามของธนาคารโลกในการจัดอันดับความยากง่ายทำธุรกิจของไทย ว่าไทยได้มีการพัฒนาเรื่องนี้ไปอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ไทยดำเนินการดีขึ้น แต่ผู้ตอบแบบสอบถามไม่รู้ ทำให้การจัดอันดับของไทยไม่ขยับ
“การดำเนินการให้ถึงเป้าหมายอันดับให้ดีขึ้นไม่ได้ยาก เพราะรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ที่ผ่านมาก็ทราบว่าจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ตรงไหน มีเวลาดำเนินการแก้ไขจนถึงเดือน พ.ค. 2560 ที่จะเป็นการสำรวจรอบใหม่ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ไปดูประเทศที่ได้จัดอันดับ 1 ว่าต้องอำนวยความสะดวกอย่างไร ก็ให้ไทยเหมือนเขา อันดับของไทยก็จะได้ดีเหมือนเขา” สมคิด ระบุ
การดำเนินดังกล่าว ถือเป็นไม้ตายจ้างคนที่เป็นผู้จัดอันดับมาชี้ทางสะดวกให้เสียเอง โดยสมคิดตั้งเป้าการจัดอันดับครั้งต่อไปของไทย จะต้องก้าวกระโดดมาอยู่อันดับไม่ต่ำกว่า 30 ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นการก้าวกระโดดทีเดียวถึงเกือบ 20 อันดับไม่น่าจะทำได้ในเวลาแค่ข้ามปี
ผลการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า การอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจในไทย มีเรื่องที่ต้องปรับปรุงหลายอย่าง ทั้งระยะสั้นที่สามารถทำได้ทันทีก่อนเดือน พ.ค.และเรื่องระยะยาวที่ดำเนินการไม่ทันในการประเมินรอบใหม่ เช่น การแก้ไขกฎหมาย
ข้อสังเกตของธนาคารโลกมีตั้งแต่การเริ่มทำธุรกิจ เช่น การจดทะเบียนบริษัท ที่ต้องมีตราบริษัทในการทำเอกสาร การต้องชำระเงินทุนจดทะเบียน 25% และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างประเทศไม่มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเสนอให้แก้ไขการจดทะเบียนที่ดินให้เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ จากเดิมที่ต้องจดในสำนักงานที่ดินในพื้นที่ และให้สามารถเปิดเผยข้อมูลที่ดินและผู้ถือครองที่ดินได้ ซึ่งเป็นหลักสากลที่กว่า 140 ประเทศบังคับใช้แล้ว รวมถึงให้มีการแจ้งอัตราค่าไฟฟ้าล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบบิล การบันทึกข้อมูลในระบบของเครดิตบูโร เพิ่มจากเดิมที่เป็นธุรกรรมทางการเงิน เป็นข้อมูลสาธารณูปโภคและการค้าปลีก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรับไปพิจารณา
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า คงไม่สามารถแก้ไขข้อเสนอของธนาคารโลกได้ทั้งหมด โดยเรื่องระยะสั้นก็ดำเนินการได้ทันที ส่วนเรื่องระยะยาวถึงไม่ทันก็ต้องเริ่มดำเนินการให้เห็นว่าประเทศไทยตั้งใจแก้ไข ซึ่งน่าจะทำให้อันดับการประเมินรอบใหม่ช่วงเดือน พ.ค.นี้ของไทยดีกว่าอันดับ 46
อันดับการทำธุรกิจที่ดีขึ้น จะดึงเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากจ้องขนเงินมาในไทย แต่ติดปัญหาการทำธุรกิจที่ยุ่งยาก หากปัญหานี้ได้รับการปลดล็อก ก็ส่งผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลดีต่อจีดีพีของไทยขยายตัวได้เต็มศักยกาพที่ 4-5% ต่อปี เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชน ที่รวมถึงต่างประเทศ มีพลังที่สุด เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ตัวอื่น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐและการส่งออกที่เริ่มจะดีขึ้น ที่ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจเท่านั้น
ทั้งนี้ ส่งผลให้ 5 เดือนที่เหลือก่อนการประเมินรอบใหม่ รัฐบาลเร่งปลดล็อกปัญหาการทำธุรกิจเต็มสูบ เพราะหากทำได้ตามเป้า เม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปก็จะขยายตัวได้ก้าวกระโดด







