
เพิกถอนใบอนุญาต2โครงการมาบตาพุด
ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต 2 โครงการที่อยู่ในประกาศประเภทที่มีผลกระทบรุนแรง PTTCH-TPC ส่วนโครงการอื่น ๆ ให้ยกคำร้อง
ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต 2 โครงการที่อยู่ในประกาศประเภทที่มีผลกระทบรุนแรง PTTCH-TPC ส่วนโครงการอื่น ๆ ให้ยกคำร้อง
อัยการเจ้าของคดี กล่าวว่า โครงการที่เข้าข่ายใน 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม แต่คำสั่งศาลให้ยกเลิกใบอนญาต และให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าโครงการที่เข้าข่ายจะสามารถดำเนินการด้านการจัดทำเอกสารด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการ หากโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการจัดทำเอกสารด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ให้ดำเนินการเพื่อมาขอออนุญาตดำเนินโครงการเพื่อพิจารณาต่อไป
อัยการระบุว่า 2 โครงการที่ต้องกลับไปนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ สวล.อีกครั้ง คือ โครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน(ส่วนขยาย)ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน จำกัดในเครือ บมจ.ปตท.เคมิคอล(PTTCH) และ โครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ของ บมจ.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์(TPC)
"ถ้าหากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าโครงการทั้ง 2 ต้องจัดทำ EIA และ HIA ใหม่ ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะโครงการดังกล่าวไม่ได้ผลกระทบรุนแรงถึงขนาดที่จะต้องหยุดดำเนินโครงการ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกดำเนินกิจการ"อัยการ กล่าว
อัยการ กล่าวว่า สำหรับโครงการอื่น ๆ ในคำร้อง76 โครงการที่นอกเหนือจากคำสั่งของศาลปกครองในวันนี้ ศาลฯ มีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท.(PTT)ด้วย ทั้งนี้ ทำให้โครงการทั้งหมดสามารถก่อสร้างและดำเนินงานได้ตามปกติ
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเตรียมยื่นอุทธรณ์
ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า เตรียมที่จะยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดรณีคำสั่งศาลฯที่ออกมาครั้งนี้ รวมทั้งการยื่นศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนประกาศ11ประเภทกิจการรรุนแรง ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ภายใน 2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากเห็นว่าในวันที่ศาลมีการพิจารณาคดีนัดแรกเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่ร่างประกาศกิจการรุนแรงฯเข้าไปพิจารณาเพิ่มเติม ยังไม่ใช่ประกาศฉบับจริงที่จะมีผลในกระบวนการทางกฏหมาย และยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ขณะที่ นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่าวันนี้เรายังไม่ชนะ การที่ศาลพิจารณาออกมาแบบนี้จะเป็นประโยชน์ในส่วนรวม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้ประโยชน์ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการที่ศาลฯยกคำร้อง ทำให้ใน 76 โครงการหลุดเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแค่ 2 โครงการเท่านั้น ที่จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (พีทีทีเออาร์) กล่าวว่า การพิจารณาของศาลครั้งนี้ทำให้ประชาชนคลายความกังวลและข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยในส่วนของปตท.ส่งผลให้ โครงการที่อยู่ใน 76 โครงการ ซึ่งมีอยู่ 25 โครงการ สามารถดำเนินการต่อได้ หลังจากนี้จะไปยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง หรือใบอนุญาตขอทดลองเดินเครื่องการผลิต หรือ ใบอนุญาตประกอบกิจการ ตามลำดับขั้นตอนต่อไป
ส่วนใน 2 โครงการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต คือ โครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน(ส่วนขยาย)ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน ในเครือ ปตท.เคมิคอล และ โครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ของ บริษัท.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ บริษัท จะเร่งดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีเอไอ)และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ)และกระบวนการอื่นๆตามกรอบของรัฐธรรมนูญปี2550 ให้แล้วเสร็จ ก่อนจะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้พิจารณาต่อไป
บีโอไอเชื่อคำพิพาษาทำให้เกิดความชัดเจนต่อนักลงทุน
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า คำพิพากษาที่ออกมาจะทำให้นักลงทุนเกิดความชัดเจนต่อนโยบายการลงทุนและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางไปโรดโชว์ ในต่างประเทศจะมีข้อมูลชี้แจงนักลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การลงทุนของประเทศไทยเดินหน้าต่อไป ได้โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ๆที่กำลังพิจารณาจะย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทย จึงมั่นใจว่ายอดขอรับบีโอไอปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้5 แสนล้านบาทจะเป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
อุตฯเผยแม้76โครงการจะถูกปลดล็อกแต่ต้องพิจารณาว่าเข้าข่าย11กิจการรุนแรงหรือไม่
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากคำพิจารณาของศาลปกครองกลางที่ออกมาเป็นการพิจารณาในภาพรวมให้ทั้ง 76 โครงการที่อยู่ในมาบตาพุดเดินหน้าต่อไปได้ แต่ยังไม่ได้พิจารณาในรายโครงการว่ามีโครงการใดบ้างที่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(บอร์ดสิ่งแวดล้อม)เห็นชอบ ซึ่งต้องมาดูว่าหน่วยงานใดระหว่างระหว่างอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นผู้ออกใบอนุญาติกับสำนักงานนโยบายและสิ่งแวดล้อม(สผ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ประกาศ หากกระทรวงมีอำนาจในการคัดกรองก็จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา แต่หากเป็นอำนาจของ สผ.ภาคเอกชนก็จะต้องไปยื่นเพื่อขอใบรับรองว่าเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่จาก สผ.ก่อน
สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและได้รับใบอนุญาตแล้วก็ต้องดูว่ามีโครงการใดเข้าข่ายกิจการรุนแรง หากไม่เข้าข่ายก็สามารถเดินหน้าต่อ แต่ถ้าเข้าข่ายกิจการรุนแรงก็จะถอดใบอนุญาตแล้วให้ไปเข้ากระบวนกระบวนการที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อน
อย่างไรก็ตามในวันที่ 3 ก.ย. ศูนย์ประสานงานการลงทุนเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุดจะมีการประชุมเรื่องผลการพิจารณาของศาลฯครั้งนี้ โดยเฉพาะกระบวนการคัดกรองของโครงการลงทุนจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้โครงการต่างๆสามารถเดินหน้าต่อไปได้







