
เร่งแจ้งเกิดสตาร์ทอัพ
ครม.ไฟเขียวร่างกฎหมายตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว หนุนเกิดสตาร์ทอัพที่เข้าถึงมาตรการรัฐ แหล่งเงินทุน
ครม.ไฟเขียวร่างกฎหมายตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว หนุนเกิดสตาร์ทอัพที่เข้าถึงมาตรการรัฐ แหล่งเงินทุน
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งจะทำให้ต่อไปนี้บุคคลเพียงคนเดียวสามารถตั้งบริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลได้ จากปัจจุบันที่ต้องมีผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คนขึ้นไป
ทั้งนี้ แม้กฎหมายจะกำหนดจำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง แต่จากบริษัทจำกัดประมาณ 1 แสนรายที่จดทะเบียนอยู่ในปัจจุบัน พบว่ามีอยู่ถึง 82% ที่มีบุคคลคนเดียวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 98% แสดงให้เห็นว่าเป็นการให้บุคคลอื่นเข้ามาถือหุ้นเป็นเพียงนอมินี ส่วนอำนาจในการจัดการบริษัทนั้นยังอยู่ที่บุคคลคนเดียว และการที่มีนอมินีก็มีหลายกรณีที่เกิดความขัดแย้งที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้
สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ บุคคลที่สามารถจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดคนเดียวได้นี้จะต้องมีสัญชาติไทย ไม่เคยต้องโทษจำคุกฐานฉ้อโกง หรือหากเคยต้องโทษจำคุกก็ต้องพ้นโทษมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี และต้องไม่เคยมีความผิดฐานเป็นนอมินีให้คนต่างด้าว
ทั้งนี้ เมื่อจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทจำกัดแล้ว บริษัทจะแยกเป็นนิติบุคคลต่างหากจากบุคคลธรรมดานั้น ความรับผิดต่างๆ ก็จำกัดอยู่เพียงเงินทุนที่ได้ลงไปเป็นทุนของกิจการ
นายณัฐพร กล่าวว่า แต่ละบุคคลสามารถจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น มีขั้นตอนการจดทะเบียนเพียงขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ และผ่อนปรนยกเว้นการมีผู้สอบบัญชี
"กฎหมายฉบับนี้ออกมาสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพง่ายขึ้น ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นสามารถขอเงินกู้กับธนาคารได้ง่ายขึ้นเพราะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว สามารถใช้กิจการเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน สามารถเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายต่างๆ หรือบริการของรัฐมากขึ้น" นายณัฐพร กล่าว
นายณัฐพร กล่าวว่า ขั้นต่อไปจะดำเนินการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้ไข ซึ่งจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะออกเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่างหาก หรือแก้ไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แทน เพราะสำนักงานกฤษฎีกามีความเห็นว่าควรจะแก้ประมวลกฎหมายแพ่งแทนการออกเป็นกฎหมาย







