
ความเสี่ยงจากการลงทุน รู้ไว้...ไม่ตื่นตูม (1)
กันแล้วว่าตัวเรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน และกองทุนรวมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงในระดับใด
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
กันแล้วว่าตัวเรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน และกองทุนรวมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงในระดับใด แต่ที่ยังไม่รู้ คือ ที่พูดกันบ่อยๆ ย้ำกันซ้ำๆ ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” จริงๆ แล้ว ความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอมีอะไรบ้าง
ความเสี่ยงพวกนี้เป็นศัตรูกับการลงทุนของเรา เพราะหากมันเกิดขึ้นจะทำให้กองทุนทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าที่คิดไปจนถึงขาดทุนเลยก็ได้
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงทุนกองทุนหรือลงทุนอะไรก็ตาม ต้องแน่ใจว่า เรารู้จักเข้าใจ และทำใจยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ถ้าอ่านจาก “หนังสือชี้ชวน” จะบอกไว้ชัดเลยว่า แต่ละกองทุนมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ซึ่งกองทุนแต่ละประเภท ลงทุนกันคนละอย่างก็จะเจอความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เห็น “ภาพรวม” ความเสี่ยงทั้งหมดที่นักลงทุนจะต้องเจอจึงไปรวบรวมมาเตือนใจกันอีกที ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า “มีอยู่ไม่น้อยเลย” แต่เชื่อว่าถ้ารู้จักและเข้าใจแล้ว เวลาเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ จะได้ไม่ตื่นเต้นหรืออย่างน้อยก็ไม่ตื่นตูมจนเกิดไป
ตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยง
ใครๆ ก็บอกว่าตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง แถมช่วงนี้ยังมีกรณี “เบี้ยวหนี้” ให้เห็นอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นจึงขอเริ่มประเดิมกันที่“ความเสี่ยงของตราสารหนี้” กันก่อน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวบรวมความเสี่ยงของตราสารหนี้ไว้ได้มากถึง 10 ประเภท
1.ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน (Interest Rate Risk หรือ Market Risk)
เวลาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับตัวสูงขึ้น หรือมีท่าทีว่าจะขยับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (Coupon Rate) ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย ทำให้ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าก็จะต้องขยับราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดลงเพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน เพื่อจูงใจนักลงทุน
เพราะฉะนั้นตราสารหนี้ที่มีอายุยาว หรือกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำ ตราสารหนี้นั้นก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น
2.ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงินหรือตามเวลาที่กำหนดไว้ (Credit Risk หรือ Default Risk)
ถ้าเป็นตั๋วเงินคลังของรัฐบาลและเป็นตราสารหนี้ที่ได้รับการยอมรับว่า ไม่มี CreditRisk เพราะฉะนั้นสบายใจได้เลยว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้แน่นอน
ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือหุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี Credit Risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ
เพราะฉะนั้นเพื่อความสบายใจในการลงทุนจึงมีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตราสารหนี้แต่ละตัวว่าจะมีโอกาสเบี้ยวหนี้มากน้อยแค่ไหน โดยจะดูจากคุณภาพของผู้ออกตราสารหนี้ (ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้) และด้านคุณภาพของตัวตราสารหนี้เอง (ความเหมาะสมของเงื่อนไขในการชำระหนี้)
ตราสารหนี้ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ หรือเรียกว่า ระดับน่าลงทุน ก็พอจะเบาใจได้ว่ามีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าระดับน่าลงทุน แต่ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาหน่อยก็จะให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุน
3.ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต (Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk)
ในหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่ต้องเป็นห่วงความเสี่ยงในข้อนี้เลย เพราะอัตราเงินเฟ้อต่ำมากๆ แต่หลังจากนี้ไปผู้จัดการกองทุนหลายคน (ทั้งคนไทยและต่างชาติ) เริ่มมีความเห็นตรงกันว่า อัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับมาเป็นประเด็นให้หันมามองอีกครั้ง
เพราะภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อมีผลต่อเงินในกระเป๋าของเราทุกคน เพราะถ้าเงินเฟ้อมากเงินจะมีค่าลดลงทำให้อำนาจซื้อลดลง
ตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จะมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ราคาข้าวของแพงขึ้น
ในปีที่มีเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุน แปลว่า “ผลตอบแทนที่แท้จริง” ติดลบ (ผลตอบแทนที่แท้จริง=อัตราดอกเบี้ยรับ-อัตราเงินเฟ้อ) ทำให้รายรับจากดอกเบี้ยไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นจึงควรลงทุนไปในตราสารหนี้ที่มีอายุหลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงประเภท Purchasing Power Risk นี้หรือขยับไปลงทุนตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยอ้างอิงกับเงินเฟ้อในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
4.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารหนี้ไปลงทุนต่อในตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม (Reinvestment Risk)
ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง แม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เท่าเดิม แต่กระแสเงินสดได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวดๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง
5.ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุ (Rollover Risk)
ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยลดลงและต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้นไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่ลดลง
ตราสารหนี้ระยะสั้นจะมี Rollover Risk สูงสุด แต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัวและดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี Rollover Risk ต่ำ และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น
6.ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด (Call Risk)
ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไข Call Option ไว้ล่วงหน้าว่า “ผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด” ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง และผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืนนักลงทุน
7.ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุ (Prepayment Risk)
มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น(Mortgaged-Back Securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนด
8.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง (Currency Risk หรือ Exchange Risk)
ความเสี่ยงนี้จะเกิดกับการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับในสกุลเงินต่างประเทศลดลงเมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท ดังนั้นผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่ (จริงๆ ก็แทบจะทั้งหมด) จะต้องป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน
9.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือ (Liquidity Risk)
กรณีนี้มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยม และมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก ทำให้นักลงทุนที่ต้องการขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดจะต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาด (บางกรณีอาจจะต้องยอมขายขาดทุนก็ได้) เพื่อทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น และนักลงทุนรายใหม่พอใจที่จะลงทุน
10.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้(Event Risk)
อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่น การประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (Payout Ratio) หรือประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึงกระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง
ถ้ายังพอรับความเสี่ยงได้ไหว สัปดาห์หน้ามาตื่นเต้นกันต่อ







