posttoday
เช็กสถานะตลาดตั๋วบี/อี

เช็กสถานะตลาดตั๋วบี/อี

23 มกราคม 2560

โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์

โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์

ข่าวเด่นประเด็นร้อนในตลาดการเงินของประเทศไทยช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งที่ทยอยเกิดขึ้นตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) วันที่ 17 พ.ย. 2559 บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) วันที่ 15 ธ.ค. 2559 บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) วันที่ 23 ธ.ค. 2559 บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) วันที่ 12 ม.ค. 2560 ล่าสุด คือ บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (RICH) วันที่ 13 ม.ค. 2560 และดูเหมือนว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดตราสารหนี้ จนเริ่มกลายเป็นความตื่นตระหนกในหมู่ของผู้ลงทุน

ผู้เขียนในฐานะที่คลุกคลีกับตลาดตราสารหนี้ไทย โดยเฉพาะตลาดตั๋วบี/อีมาตั้งแต่ต้น จึงอยากเสนอมุมมองและข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่กำลังลงทุนในตั๋วบี/อี หรือถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อในตั๋วบี/อี รวมถึงบุคคลและนักลงทุนทั่วไป มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากขึ้น

ตั๋วบี/อี คืออะไร

ตั๋วบี/อี เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน 270 วัน ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนระยะสั้นไปใช้ในกิจการ วิธีการออกตั๋วบี/อีนั้นไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตเสนอขายต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ถูกต้องครบถ้วน และให้สถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เช่น บริษัทหลักทรัพย์และธนาคารพาณิชย์วิเคราะห์ภาพรวมของบริษัท รวมถึงการจัดทำข้อมูลสรุปที่มีสาระสำคัญอย่างเพียงพอ เพื่อนำไปเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่มีความประสงค์จะซื้อตั๋วบี/อี (ยินดีให้บริษัทกู้เงินเพื่อแลกกับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย) โดยบริษัทเอกชนหลายแห่งสามารถระดมทุนผ่านตั๋วบี/อี ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีบริษัทหลายแห่งที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ให้แล้ว จึงต้องมาออกตั๋วบี/อี ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดตั๋วบี/อี เป็นช่องทางระดมทุนที่น่าสนใจและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ตั๋วบี/อี กับหุ้นกู้ ต่างกันตรงไหน

ตั๋วบี/อี และหุ้นกู้ ถือเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนทั้งคู่ ต่างกันตรงที่ตั๋วบี/อีเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น ขณะที่หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้ระยะยาว (มีอายุ ณ วันที่ออกตราสารเกิน 1 ปี) มีสิทธิเรียกร้องในฐานะของเจ้าหนี้เท่าเทียมกัน เมื่อถึงวันครบกำหนดที่บริษัทที่ต้องคืนเงินให้กับผู้ลงทุน บริษัทส่วนใหญ่จะใช้วิธีออกตราสาร (ตั๋วบี/อี/หุ้นกู้) รุ่นใหม่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนใหม่ไปคืนให้กับเจ้าหนี้รายเดิม เรียกวิธีการแบบนี้ว่า “Roll Over” แต่ก็มีบางบริษัทที่ไม่ต้องการจะ Roll Over และชำระคืนหนี้ให้กับผู้ลงทุนทั้งหมด

คล้ายกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังและใช้วิธีRoll Over เช่นกัน แต่เนื่องจากรัฐบาลถูกจัดให้เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อ (เครดิต) ดีที่สุด มีรายได้จากการจัดเก็บภาษี การ Roll Over ของพันธบัตรรัฐบาลจึงทำได้ค่อนข้างง่าย ขณะที่บริษัทเอกชนมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกันตามผลการดำเนินงาน บริษัทที่เคยมีกำไรและมีเครดิตดีมากในอดีต อาจกลายเป็นบริษัทที่ขาดทุนตามภาวะเศรษฐกิจ และมีเครดิตแย่ลงจนไม่สามารถ Roll Over ตั๋วบี/อี หรือหุ้นกู้ได้เหมือนเคย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ตั๋วบี/อี กับหุ้นกู้ อะไรมีความเสี่ยงมากกว่ากัน โดยทั่วไปแล้วการให้กู้ยืมในช่วงเวลาที่นานขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงมากขึ้นสำหรับผู้ให้กู้ เช่น การให้เพื่อนยืมเงิน 2 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าการให้เพื่อนยืมเงิน 2 เดือน

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามี “ความเชื่อมั่น” ในตัวลูกหนี้ เราก็ยินดีที่จะให้ยืมเงินในระยะเวลาที่นานขึ้นเพื่อแลกกับผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรืออาจสรุปได้ว่า “ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตลาดตราสารหนี้

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล