
ตลาดกับความคาดหวัง ต่อนโยบายของทรัมป์
โดย...ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
โดย...ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
เพิ่งเริ่มต้นปีไก่ไม่นาน สถานการณ์ลงทุนก็เปิดมาดูดีเมื่อเทียบกับต้นปีที่แล้ว (หากยังจำกันได้ ต้นปี 2559 เกิดแรงเทขายหุ้นทั่วโลกเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยหลังจีนปรับลดค่ากลางเงินหยวนต่ำสุดในรอบ 4 ปี) โดยตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวบวกกันถ้วนหน้า
และแน่นอนว่านักลงทุนต่างให้ความสนใจกับการเข้ารับตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดยพุ่งเป้าไปที่นโยบายบริหารประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทรัมป์จะแถลงอย่างเป็นทางการ
แม้การแถลงการณ์ต่อหน้าสื่อมวลชนครั้งแรกของทรัมป์ในวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมาค่อนข้างที่จะสร้างความผิดหวังต่อนักลงทุนเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนของนโยบายมากนัก แต่มีประเด็นหลักๆ ที่เป็นที่จับตาของตลาดและมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน โดยบทความฉบับนี้จะขอพูดถึง 3 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก คือ เรื่องของการที่ทรัมป์เริ่มมีท่าทีชัดเจนขึ้นในการปฏิรูประบบการรักษาพยาบาล โดยระบุว่าโครงการประกันสุขภาพจากรัฐสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ (Medicare) น่าจะมีการปรับราคายาลงจากระดับปัจจุบันที่มองว่าแพงเกินไป
ประเด็นดังกล่าวนับเป็นปัจจัยหลักที่กดดันหุ้นกลุ่มสุขภาพตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนสมัครประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ได้ใช้หาเสียงมาตลอด
แต่การที่ทรัมป์นำมาพูดในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมานับว่าเป็นเรื่องใหม่ต่อตลาด เนื่องจากนักลงทุนคิดว่าทรัมป์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปฏิรูปราคายา ด้วยเหตุนี้เอง หุ้นกลุ่มสุขภาพทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบปรับตัวลงประมาณ 1% (ระหว่างวันที่ 10-11 ม.ค. 2560) กระทบกองทุนหุ้นสุขภาพทั่วโลกที่มีสัดส่วนในหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ที่สูง
ขณะที่ประเด็นของการยกเลิกโอบามาแคร์ที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้อนุมัติให้ยกเลิกไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุน เนื่องจากโอบามาแคร์นอกจากจะเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มสถานพยาบาลแล้ว (ตั้งแต่เริ่มใช้โอบามาแคร์ในปี 2553 ส่งผลให้มีผู้เข้าใช้รักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านคน) ยังหนุนให้เกิดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ เตียงคนไข้ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี จากการทำแบบสำรวจของ Alianz Global Investors ต่อโรงพยาบาล 25 แห่งในสหรัฐ พบว่าผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการลงทุนไม่น่าจะมากนักในปี 2560 เนื่องจากแผนการใช้จ่ายเงินลงทุนได้ผ่านการอนุมัติมาก่อนหน้าแล้ว
ขณะที่กว่า 25% ของโรงพยาบาลที่ทำแบบสำรวจมีแผนการจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการลงทุนในปีนี้อีกด้วย
นอกจากนี้ HSBC ยังคาดการณ์ว่า การยกเลิกโอบามาแคร์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากทางภาครัฐกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ดังนั้น ความไม่ชัดเจนของกรณีการปรับลดราคายายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และหากไม่ได้เกิดการปฏิรูปราคาก็น่าจะทำให้แรงกดดันในหุ้นกลุ่มสุขภาพลดน้อยลง
ประเด็นต่อมาคงหนีไม่พ้นเรื่องของนโยบายการคลังที่ทรัมป์จะมีการปฏิรูปภาษีและกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน และน่าจะเป็นแรงหนุนหลักของการขยายตัวของเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
โดย Societe Generale คาดการณ์ว่านโยบายการคลังของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้ 2-2.5% ในช่วงปี 2560-2561 ภายใต้นโยบายงบประมาณขาดดุลที่อาจจะเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันสหรัฐขาดดุลงบประมาณ 5.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
Fitch Rating ก็มองว่าการปรับลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง 6.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดีทรัมป์ยังไม่ได้เปิดเผยมากนักถึงนโยบายการคลัง ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่เป็นไปตามคาด เราอาจเห็นการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐในระยะต่อไปได้
อีกประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจมาก คือ นโยบายทางการค้า เพราะทรัมป์เองได้แสดงความชัดเจนถึง “อเมริกาต้องมาก่อน หรือ America Comes First” พร้อมส่งสัญญาณจะดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะที่ทั่วโลกจับตากันมาก คือ นโยบายที่จะใช้กับจีน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน รวมถึงการจัดเก็บภาษีต่างประเทศที่เป็นที่ตั้งผลิตสินค้าสหรัฐ (Major Border Tax) ซึ่งแน่นอนว่ามีจีนเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เป็นฐานการผลิตให้สินค้าสหรัฐ
อีกทั้งการแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement - NAFTA) รวมถึงการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกสูงถึง 35% จะส่งผลกระทบต่อเม็กซิโกที่ส่งออกสู่อเมริกาเหนือกว่า 80% และอาจสร้างแรงลบเป็นวงกว้างไปยังประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้ ที่กำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจเปราะบางอย่างเวเนซุเอลาและบราซิล
ทั้งนี้ สิ่งที่ตลาดกังวลก็คือมาตรการกีดกันทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวลงหรือไม่ ขณะเดียวกันหากจีนตอบโต้มาตรการของสหรัฐ ย่อมทำให้เกิดความตึงเครียดทางการค้า และอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
แม้ช่วงนี้ตลาดจะรอคอยการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการด้วยความคาดหวังที่ว่าทรัมป์จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐ แต่ผลกระทบที่จะตามมาเป็นเรื่องที่คาดเดายากว่าหมากที่ทรัมป์วางไว้จะสามารถดำเนินการได้จริงเพียงใด
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเตรียมรับมือกับการปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อให้พ้นจากความผันผวนในตลาดและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในระยะยาวได้







