
ถึงเวลาที่บัตรประชาชน จะ 'สมาร์ท' ซะที
เรามีบัตรประจำตัวประชาชนที่มีชิปอยู่บนบัตร หรือเรียกง่ายๆ ว่าสมาร์ทการ์ดมาเป็นเวลากว่าสิบปี เผลอๆ อาจจะเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่ประชาชนมีบัตรประจำตัวแบบไฮเทคก็ได้ แต่หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาไอ้ชิปที่ว่ามันเอาไปทำอะไรได้บ้าง ในเมื่อหน่วยงานภาครัฐต่างๆ (นอกเหนือจากกรมการปกครองในฐานะผู้ที่ออกบัตร) แทบไม่เคยเอาบัตรนี้ไปใช้งานเลย นอกจากใช้ถ่ายเอกสารทำสำเนา
เรามีบัตรประจำตัวประชาชนที่มีชิปอยู่บนบัตร หรือเรียกง่ายๆ ว่าสมาร์ทการ์ดมาเป็นเวลากว่าสิบปี เผลอๆ อาจจะเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่ประชาชนมีบัตรประจำตัวแบบไฮเทคก็ได้ แต่หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาไอ้ชิปที่ว่ามันเอาไปทำอะไรได้บ้าง ในเมื่อหน่วยงานภาครัฐต่างๆ (นอกเหนือจากกรมการปกครองในฐานะผู้ที่ออกบัตร) แทบไม่เคยเอาบัตรนี้ไปใช้งานเลย นอกจากใช้ถ่ายเอกสารทำสำเนา
คำถามต่อมาคือแล้วมันสามารถใช้งานอะไรได้จริงๆ อย่างไร ในเมื่อชิปบนบัตรก็มีการบรรจุข้อมูลต่างๆ ของผู้ถือบัตรไว้แล้ว ตั้งแต่ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ไปจนถึงทะเบียนบ้าน ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของการทำธุรกรรมภาครัฐของแทบทุกบริการ หรือ แม้กระทั่งลายนิ้วมือก็ได้ถูกบันทึกไว้ในชิปนี้ และพร้อมจะนำมาใช้ในการยืนยันตัวเราเองในกรณีการทำธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง
คำตอบง่ายๆ คือ ใครอยากอ่านข้อมูลบนบัตรจะต้องมีเครื่องอ่านบัตรก่อนถ้าต้องการเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนหน้าบัตรก็ทำได้เลย โดยใช้โปรแกรมอ่านบัตรของกรมการปกครอง แต่ถ้าต้องการมากกว่านั้น เช่น ทะเบียนบ้าน ต้องขออนุญาตจากกรมการปกครองก่อน และกรมการปกครองยังอนุญาตให้สามารถดึงข้อมูลอื่นๆของเจ้าของบัตรในลักษณะออนไลน์จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ได้ด้วย เช่น การขอพาสปอร์ตที่ใช้แค่บัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น
คำถามต่อไปคือแล้วจะทำอย่างไร จะมีบริการภาครัฐอื่นๆ ที่เป็นแบบนี้ให้มากขึ้นโดยความเป็นจริงแล้วได้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อหลายปีแล้ว ที่มีนโยบายให้หน่วยงานไม่ต้องร้องขอสำเนาทั้งสองจากประชาชน แต่ทว่าในความเป็นจริงหน่วยงานแทบไม่ได้ปฏิบัติตาม อาจจะเป็นเพราะขาดอุปกรณ์ หรือไม่พร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏในคู่มือประชาชนในเว็บไซต์ info.go.th ว่าเกือบทุกบริการยังต้องร้องขอสำเนาอยู่
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ว่าตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลระยะ 5 ปี มีมาตรการลดการใช้สำเนาต่างๆ จากภาครัฐ โดยเริ่มจากปี 2560 ที่กระทรวงมหาดไทยจะจัดหาเครื่องอ่านบัตรสมาร์ทการ์ดกว่า 2 แสนเครื่อง แจกจ่ายให้หน่วยงานภาครัฐกว่า 80 หน่วยงานเพื่อให้บริการประชาชน โดยแบบฟอร์มต่างๆ จะถูกปรับปรุงให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มกระดาษอีกแล้ว เป็นการลดเวลาการทำธุรกรรมได้อย่างมาก
นอกจากนี้ยังได้ออกมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ระบบเครือข่ายที่เชื่อมฐานข้อมูลต่างๆ ของภาครัฐก็เป็นระบบปิด การเข้าใช้ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์โดยต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาต และเจ้าหน้าที่ต้องใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดของตนเองเสียบที่เครื่องอ่านบัตรตลอดเวลาในการใช้งาน เพื่อให้ตรวจสอบได้ในภายหลังและอื่่นๆ
ทั้งหมดคืออีกความพยายามของรัฐบาลที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ประชาชน ลดความยุ่งยาก ในการก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0







