
แนะสร้างความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีหนุนเติบโตทั่วถึง
นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐบาลเตรียมเครื่องมือรับความเสี่ยงจากนโยบายทรัมป์ และเร่งสร้างความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึงและโตได้ระดับ3.5%
นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐบาลเตรียมเครื่องมือรับความเสี่ยงจากนโยบายทรัมป์ และเร่งสร้างความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึงและโตได้ระดับ3.5%
นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ "เส้นทางเศรษฐกิจไทย บนความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนหลายด้านจากปัจจัยในต่างประเทศ เช่น นโยบายการกีดกันทางการค้าต่อจีนด้วยการดึงเงินทุนกลับของนายโดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะมีผลกระทบต่อไทยแน่นอน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง(ซัพพลายเชน) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ของไทยส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก
สำหรับการยกเลิกของสหรัฐในการตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก (ทีพีพี) น่าจะทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัว เพราะจะเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสของไทยที่จะมีการเจรจาการค้าเสรีกับสหรัฐได้ เพราะที่ผ่านมาไทยไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี
ทั้งนี้ จากปัจจัยผลกระทบที่ผันผวนจากภายนอก รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง อย่ากระตุ้นการบริโภคระยะสั้นเพื่อหวังให้เศรษฐกิจขยายตัวมากเกินไป เช่น มาตรการช้อปช่วยชาติ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน(ซอฟท์โลน) รัฐบาลควรเตรียมเครื่องมือทางการเงินให้เพียงพอ เพื่อเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลกที่เกิดขึ้นรวดเร็ว อย่างไรก็ดีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้สาธารณะต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ต่ำ 48 % ทำให้มีช่องที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางปีกระจายสู่ต่างจังหวัดได้เพื่อหนุนให้จีดีพีปีนี้โตที่ระดับ 3.2 - 3.5%
“โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ส่วนเอสเอ็มอียังชะลอการลงทุน ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เอสเอ็มอีลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบทั่วถึงได้” นายสกนธ์กล่าว
ด้านนายวศิน ศิวสฤษดิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 ปัจจัยภายนอกที่กระทบเศรษฐกิจไทย คือ 1.การแถลงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ 2.แบร็กชิต และ 3.ปัญหาเศรษฐกิจจีนที่อาจโตชะลอลง โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองการแถลงรับตำแหน่ง 20 ม.ค.นี้ มีผลให้ดัชนีความกลัวจากความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลกมาอยู่ที่ระดับ 10 หรือหมายถึงอยู่ในสภาพนิ่งเพื่อรอความชัดเจน และหากนักลงทุนผิดหวังกับการแถลงของทรัมป์ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ค่าดัชนีความกลัวขึ้นไปถึงระดับ 20-30 หรือหมายถึงความผันผวนสูงขึ้น แต่มองว่าปัจจุบันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งรับความผันผวนได้ แต่หากนักลงทุนมั่นใจนโยบาย ทรัมป์ กว่าจะเกิดผลก็ต้องรอเวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือน







