
ภัทรแนะปรับ กลยุทธ์ลงทุน รับมือทรัมป์
ภัทรแนะกลยุทธ์ลงทุนปี 2560 เปลี่ยนจากหุ้นเล็กราคาแพงมาเป็นหุ้นใหญ่ ให้ดูกำไรเป็นหลัก
ภัทรแนะกลยุทธ์ลงทุนปี 2560 เปลี่ยนจากหุ้นเล็กราคาแพงมาเป็นหุ้นใหญ่ ให้ดูกำไรเป็นหลัก
นายธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในปี 2560 จะเปลี่ยนแปลงจากปี 2559 เพราะสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนที่ดีในปีที่แล้วจะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีเท่าเดิม เนื่องจากปัจจัยที่มีผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปประกอบด้วยสภาพคล่องของโลกที่ถึงจุดสูงสุดและกำลังมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพรวมราคาสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลก อีกทั้งในปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงความไม่แน่นอนจากนโยบายของ นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ อีกทั้งคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารงาน โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการค้ารวมถึงเศรษฐกิจของโลกให้ชะลอตัว รวมถึงการดำเนินนโยบายการค้ากับประเทศจีนด้วย
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนในปี 2560 นี้ แนะนำเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นกลุ่มปลอดภัยที่มีราคาแพงมาลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ราคายังถูกแต่ยังไม่ได้รับความสนใจ เปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ราคาแพงมาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่แทน และเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นกลุ่มราคาถูกขับเคลื่อนจากสภาพคล่องมาเป็นหุ้นที่ราคาถูกขับเคลื่อนจากเติบโตของกำไรแข็งแกร่งในระยะกลาง
กลุ่มหุ้นที่ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และกลุ่มอาหารซึ่งได้ประโยชน์หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในไตรมาส 1/2560 ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย (SPALI) บริษัท ปตท.(PTT) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
ขณะที่เป้าหมายดัชนีในสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,680 จุด อิงการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2560 อยู่ที่ 107-108 บาท/หุ้น เติบโตขึ้น 10% จากราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากปี 2559 อยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากเกิดกรณีปัจจัยเสี่ยงกระทบจากนโยบายของสหรัฐดัชนีมีความเสี่ยงจะลงไปที่ 1,420 จุด







