
สั่งสำรองเงินไถ่ถอนบีอี
ตลาดหลักทรัพย์ฯสั่งบริษัทจดทะเบียนร้อยกว่ารายที่ออกตั๋วบี/อีจัดหาสภาพคล่องจ่ายหนี้ยันมีคนผิดนัดไม่กี่ราย
ตลาดหลักทรัพย์ฯสั่งบริษัทจดทะเบียนร้อยกว่ารายที่ออกตั๋วบี/อีจัดหาสภาพคล่องจ่ายหนี้ยันมีคนผิดนัดไม่กี่ราย
ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของบริษัทเอกชน ทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และบริษัทนอกตลาดหุ้น กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ต้องออกมายืนยันว่า หนี้ของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากลัว กรณีผิดนัดชำระหนี้มาจากกรณีที่แตกต่างกัน ตลท.ได้ให้บริษัทจดทะเบียนที่ออกตั๋วบี/อี 100 กว่าราย จัดการตรวจสอบตัวเองวางแผนจัดการ เช่น ต้องมีเงินพอสำหรับชำระหนี้
“ขอชี้แจงว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีระดับหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณ 1.7 เท่า เชื่อว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ตั๋วบี/อีได้ แม้ขณะนี้จะมีตัวเลขการออกตั๋วบี/อีออกมาหลายช่องทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขตั๋วบี/อีที่แสดงจะผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ตลท.พบว่าตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2559 มีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อีทั้งสิ้น 4 บริษัทเท่านั้น คือ บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม เป็นการผิดนัดชำระเชิงเทคนิค และปัจจุบันบริษัทได้ชำระคืนหมดแล้ว
บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ขณะนี้ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP หยุดการซื้อขาย เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องการจัดทำงบการเงิน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้สั่งให้บริษัทแก้ไข บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น ติดเครื่องหมาย SP เช่นกัน กำลังรอข้อมูลชี้แจงจากบริษัท ส่วน บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น อยู่ในระหว่างปรับโครงสร้างหนี้” นางเกศรา กล่าว
ด้าน นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นมีความกังวลว่าหากผู้ลงทุนมีความกังวลและขาดความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ไม่เลือกต่ออายุสัญญาตั๋วบี/อี และทำให้บริษัทที่ออกตั๋วบี/อีขาดกระแสเงินทุนหล่อเลี้ยง อีกทั้งจะทำให้การออกตั๋วบี/อีทำได้ยากขึ้น ดังนั้นควรเตรียมเงินสดหรือแหล่งเงินทุนให้พร้อม ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเฉพาะจุด ไม่ลามไปทั้งระบบ บลจ. หรือบริษัท
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต.ได้ดูแลภาคการเงินและตลาดทุนอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าปัญหาตั๋วบี/อีจะไม่ขยายวงเพิ่มจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมีมูลค่าความเสียหายไม่มาก เกิดจากผู้ประกอบการไม่กี่ราย ไม่กระทบกับความเชื่อมั่นยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ปัญหา







