posttoday
‘แสนสิริ’ ทรานส์ฟอร์ม ยกระดับสู่อสังหาฯยุคดิจิทัล

‘แสนสิริ’ ทรานส์ฟอร์ม ยกระดับสู่อสังหาฯยุคดิจิทัล

18 มกราคม 2560

บรรดาท็อปไฟว์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย บริษัท แสนสิริ

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

บรรดาท็อปไฟว์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย บริษัท แสนสิริ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีการปรับตัวรอบด้าน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการมุ่งสู่ Digital Transformation ซึ่งจะยกระดับสู่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุมอสังหาฯ แบบเต็มรูปแบบ เริ่มจากการจัดตั้งส่วนงานใหม่ที่เรียกว่า Data Analytics and Business Intelligence ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการวางโรดแมปของข้อมูลองค์กรใหม่ทั้งหมด และเป็นทีมหลักในการผลักดันให้แสนสิริปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Data Analytics Capabilities  ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เป็นการต่อยอดจากนโยบาย Engineering for Growth ที่บริษัททำต่อเนื่องมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้จะมีการสร้าง Innovation and digital ecosystem โดยการจัดตั้งบริษัทลูกในลักษณะ Venture Capital ขึ้นเพื่อมองหาการลงทุนธุรกิจประเภท Property Tech  ซึ่งจะผลักดันให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงมองหาโอกาสทางนวัตกรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าธุรกิจใหม่นี้จะเป็นช่องทางรายได้ใหม่ของแสนสิริในอนาคต

ขณะที่กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แสนสิริเติบโตได้อย่างชัดเจน คือการผนึกพันธมิตรจากโครงการร่วมทุนกับบีทีเอส กรุ๊ป ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์เดอะไลน์ โดยภายใน 5 ปี จะเห็นโครงการร่วมทุน 25 โครงการ มูลค่ารวมกันกว่าแสนล้านบาทจากปัจจุบันพัฒนาไปแล้ว 12 โครงการ มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท

กลยุทธ์สำคัญต่อมาคือการให้ความสำคัญกับตลาดบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่กับแบรนด์บ้านแสนสิริที่กลับมาทำการตลาดอีกครั้ง หลังจากเคยทำตลาดกับแบรนด์ดังกล่าวมาเมื่อ 11 ปีก่อนที่ทำเลสุขุมวิท 67

มาในปีนี้ได้เปิดตัวในทำเลพัฒนาการ ราคาขายเริ่มต้นที่  10-120 ล้านบาท/ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท รวมไปถึงการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในกลุ่มพรีเมียมที่มีความต้องการซื้อไว้อยู่อาศัยเอง ลงทุน หรือเก็บเป็นทรัพย์สิน โดยในปีนี้แสนสิริจะเปิดตัวโครงการไนนตี้เอท ไวร์เลส แฟล็กชิปคอนโด มูลค่ากว่า 8,700 ล้านบาท อย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.นี้ 

ขณะเดียวกันยังมีการเดินหน้าเปิดตลาดในต่างประเทศอย่างจริงจัง จากปี 2557 ที่มียอดขายเพียง 1,500 ล้านบาท  ปี 2558 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท  ในปี 2559 เพิ่มเป็น 5,400 ล้านบาท และ
ตั้งเป้าว่าปี 2560 จะดันยอดขายจากตลาดต่างประเทศให้เป็น 7,500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 38% จากปีที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศเอเชีย โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่มีแผนจะเปิดสำนักงานขายเพิ่มเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทในปี 2560 ตั้งเป้าพัฒนา 19 โครงการ มูลค่า 4.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 8 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบีทีเอส 4 โครงการ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 9 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นโครงการในระดับบน 30% โครงการระดับกลาง 50% และโครงการระดับล่าง 20% เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยโครงการที่เปิดส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไตรมาสสุดท้ายของปีประมาณ 12-13 โครงการ จากไตรมาสแรกเปิดเพียง 1 โครงการ เป็นทาวน์เฮาส์ระดับราคา 2-4 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังลดน้ำหนักการลงทุนในต่างจังหวัดลง โดยในปีนี้จะลงทุนเพียง 2 โครงการ ได้แก่ คอนโดมิเนียมที่เชียงใหม่ บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากตลาดยังคงชะลอตัวรวมถึงกำลังซื้อลดลง ส่วนเป้าหมายยอดขายตั้งไว้ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2559 ที่คาดว่าทำยอดขายได้ 3.1 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 9% จากปี 2558 

ด้านรายได้ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าอยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงรายได้ในปีก่อนที่คาดว่าอยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการที่จะทยอยโอนในปีนี้มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการของบริษัท 8,000 ล้านบาท และโครงการร่วมทุนกับบีทีเอส 6,000 ล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่มีอยู่ทั้งหมด 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นของบริษัท 1.86 หมื่นล้านบาท และของบริษัทร่วมทุน 2.04 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการทยอยรับรู้รายไดในช่วง 4 ปีจากนี้

ในส่วนของงบซื้อที่ดินในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 7,000-7,500 ล้านบาท จากปี 2559 ที่ใช้ไป 8,000 ล้านบาท โดยการซื้อที่ดินจะเป็นการซื้อรองรับการพัฒนาโครงการในปี 2561  ทางด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ยังต้องกังวลยังคงเป็นระดับหนี้สินครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง และเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย แต่เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อมากนัก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน