
ซื้อคืนดอลลาร์สหรัฐ
เงินบาทแข็งค่าล่าสุดอยู่ที่ 35.37 บาท/เหรียญสหรัฐ ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาบาทแข็งค่าไปแล้วกว่า 0.86% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากเหรียญไต้หวัน 0.94% และวอนเกาหลีที่แข็งค่าไป 1.11% (ตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งค่า 1.18% แข็งค่าเป็นอันดับ 5 ต่อจากเหรียญไต้หวัน วอนเกาหลี เยนญี่ปุ่น และเหรียญสิงคโปร์) ซึ่งเป็นผลมาจากการขายทำกำไรเงินเหรียญสหรัฐหลังจากที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมาในช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2559 กว่า 10%
เงินบาทแข็งค่าล่าสุดอยู่ที่ 35.37 บาท/เหรียญสหรัฐ ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาบาทแข็งค่าไปแล้วกว่า 0.86% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากเหรียญไต้หวัน 0.94% และวอนเกาหลีที่แข็งค่าไป 1.11% (ตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งค่า 1.18% แข็งค่าเป็นอันดับ 5 ต่อจากเหรียญไต้หวัน วอนเกาหลี เยนญี่ปุ่น และเหรียญสิงคโปร์) ซึ่งเป็นผลมาจากการขายทำกำไรเงินเหรียญสหรัฐหลังจากที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมาในช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2559 กว่า 10%
ภาพของการแข็งค่าของเงินบาทเอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแข็งค่าของเงินบาท ตลาดมีการซึมซับและเริ่มอิ่มกับปัจจัยดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว โดยจะเห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายที่หดตัวลงเหลือ 4.85 หมื่นล้านบาท ลดลงจากวันก่อนหน้า 26% และถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2560 ขณะที่ดัชนีวานนี้กลับปรับลดลง 0.26% สะท้อนว่าตลาดอยู่ในช่วงขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ และมีโอกาสที่จะเข้าสู่โหมดพักตัว
ปัจจัยการแข็งค่าของเงินบาทและเงินทุนไหลเข้า มองว่าเป็นเพียงแค่ปัจจัยบวกระยะสั้นต่อตลาดเท่านั้น เนื่องจากทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐยังคงเป็นขาขึ้น (แข็งค่า) ตามเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวแข็งแกร่ง การขึ้นดอกเบี้ยของเงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง รวมไปถึงนโยบายการคลังและนโยบายการบริหารประเทศอันสุดโต่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งหมดจะเป็นตัวดึงกระแสเงินให้กลับไปเก็งกำไรเงินเหรียญสหรัฐ โดยต้องติดตามการขึ้นดำรงตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 20 ม.ค. 2560 ในวันนั้นทรัมป์จะมีการแถลงนโยบายต่างๆ โดยละเอียด คาดว่าในช่วงใกล้วันดังกล่าวเงินเหรียญสหรัฐจะต้องถูกซื้อคืนและไล่เก็งกำไรอีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยลบและก่อให้เกิดการเทขายทำกำไรในตลาดเกิดใหม่ได้
ล่าสุด ทรัมป์ได้มีการเปิดเผยคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีหลายคนที่มีประวัติเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก่อน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เช่น
รัฐมนตรีคลัง Steven Mnuchin มีประสบการณ์การทำงานในแวดวงการเงินมาอย่างยาวนาน โดยได้ทำงานที่ Goldman Sachs เป็นเวลาถึง 17 ปี จนได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร ต่อมาในปี 2545 เขาได้ทำงานกับเฮดจ์ฟันด์และได้จัดตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของตนในเวลาต่อมา และมีแนวคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการลดภาษีทั้งเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินได้นิติบุคคล
รัฐมนตรีพาณิชย์ Wilbur Ross นั้นเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยนิตยสาร Forbes ได้ประมาณการสินทรัพย์ของเขาว่ามีมูลค่าสูงถึง 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นเขายังมีประสบการณ์การทำงานในภาคธนาคาร และมีความเชี่ยวชาญในการฟื้นฟูบริษัทที่มีปัญหาในอุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน โทรคมนาคม และการลงทุนระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีต่างประเทศ Rex Tillerson ถือว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในภาคเอกชนอีกคนหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Exxon Mobil โดย Rex ถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีของรัสเซีย
ด้วยประวัติของรัฐมนตรีหลายคนที่ประสบความสำเร็จในด้านตลาดทุนและการทำธุรกิจมาก่อน คาดว่าจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐนับจากนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดกระแสการเก็งกำไรเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นการกดดันสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (คณะกรรมการเฟดคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2560 2561 และ 2562 ปีละ 3 ครั้ง) ซึ่งแตกต่างจากการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ล่าสุดยังคงมีมติในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% และขยายระยะเวลาโครงการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ไปอีก 9 เดือน สิ้นสุด ธ.ค. 2560
แนวทางของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้สกุลยูโรต้องอ่อนค่า สวนทางกับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งหมดจะกลายเป็นตัวกดดันสกุลเงินอื่นๆ รวมถึงบาทไทย







