
บี/อีไม่มีเรตติ้ง... High Risk High Return
หลังจากการผิดนัดชำระของตราสารหนี้ที่ไม่มีเรตติ้งอย่างตั๋วแลกเงิน (บี/อี) 3 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) บริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ (KC) และ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC)
หลังจากการผิดนัดชำระของตราสารหนี้ที่ไม่มีเรตติ้งอย่างตั๋วแลกเงิน (บี/อี) 3 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) บริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ (KC) และ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC)
ล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โซลาริส แจ้งต่อนักลงทุน บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ไม่สามารถชำระคืนตั๋วแลกเงิน 200 ล้านบาท เมื่อวันที่ครบกำหนดชำระเงิน 12 ม.ค. และผู้บริหาร EFORL ได้กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาชำระเรียบร้อยแล้วแม้จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงกว่าก็ตาม
“รพี สุจริตกุล” เลขาธิการ และ “ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำลายอุตสาหกรรมโดยรวมแต่อย่างใด แต่จะทำให้ตลาดมีการกระตุก ไม่ถึงขั้นที่ทำให้หลายบริษัทไม่กล้าเข้าลงทุนในตั๋ว บี/อี แต่ต้องศึกษาข้อมูลของผู้ออกหน่วยให้มากขึ้น
สุดท้ายผู้ลงทุนจะสามารถแยกแยะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงน้อยได้ เพราะตัวกลางอย่างที่ปรึกษาในการออกตราสารหนี้ไม่มีเครดิตทั้ง บลจ. บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และตัวแทนขายของธนาคารพาณิชย์ มีการแยกแยะผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงให้กับลูกค้าได้
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ NMG และ IFEC ล้วนเกิดจากปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยกรณีของ NMG ก็เป็น บี/อี ที่มีการจัดเรตติ้งด้วย
“ปะราลี สุคนธมาน” ผู้ช่วยเลขาธิการ สายธุรกิจตัวกลางและตลาด ก.ล.ต. กล่าวว่า ทางสำนักงานได้ส่งจดหมายเวียนให้กับทาง บล. ไปตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 และก่อนที่จะเกิดการผิดนัดชำระ เนื่องจากเห็นสัญญาณการออกตราสารหนี้ไม่มีเครดิตจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอฟังความคิดเห็นตัวกลางที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสำนักงานมีแผนจะปรับปรุงเกณฑ์เพิ่มความเข้มข้นการดูแลตัวกลางในการออกตราสารดังกล่าว จึงอยากจะย้ำเรื่องการทำหน้าที่คัดสรรคุณภาพสินค้า
เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำว่า การเข้าดูแลตัวกลางมากขึ้นคือการเข้าไปดูกระบวนการคัดสรรสินค้า มีกระบวนการสื่อสารกับลูกค้าที่ดีขึ้น กองทุนสำหรับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย AI (Accredited Investor) เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม หรือลูกค้ามีความเข้าใจหรือไม่ว่าคือกองอะไร กองนี้ควรเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนของพอร์ตแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของพอร์ต และพอร์ตโดยรวมควรมีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ดี ซึ่งเข้าใจว่าในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำผู้ลงทุนอยู่ในช่วงที่ตามล่าลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงแบบ (Hunt for yield) มากกว่าที่ Search for yield แล้ว แต่ก็ต้องสร้างความเข้าใจ เพราะกอง AI ไม่ได้หมายความว่าเป็นกองทุนที่เสี่ยงทั้งหมด
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ที่ซื้อกอง AI ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเฉพาะคือ ลูกค้ารายใหญ่ (ไฮเน็ทเวิร์ด) และเป็นผู้ลงทุนที่มีความมั่งคั่ง (ไพรเวทเวลธ์) เป็นหลักของธนาคารพาณิชย์ของ บล. ที่มีบัญชี 50 ล้านบาทขึ้นไป และการซื้อขายแต่ละครั้งต้อง 5 แสนบาท/ครั้งขึ้นไป อาจจะเป็นผู้ลงทุนที่สามารถรองรับกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ควรเป็นสิ่งน่าจะเกิดขึ้น และก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนจะมีความเข้าใจในการลงทุนทุกผลิตภัณฑ์ อีกทั้งกองทุนประเภทนี้ไม่ได้หาซื้อได้ตามตัวแทนจำหน่ายหน้าธนาคารทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เกิดจากที่เจ้าหน้าที่ขายผลิตภัณฑ์ของตัวกลางเป็นคนแนะนำลูกค้าว่ามีผลิตภัณฑ์ประเภทนี้
แต่ลักษณะในการนำเสนอของเจ้าหน้าที่การขายก็ต้องปรับวิธีที่ไม่ได้หยิบเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงเป็นประเด็นหลัก ควรนำเสนอความเสี่ยงว่ากองนี้ต่างจากกองทุนรวมทั่วไปอย่างไร เช่น ให้อัตราผลตอบแทนที่ดี แต่มีการกระจายลงทุนที่น้อย หรือแค่เพียง 4 กองทุน ดังนั้นสภาพคล่องอาจจะไม่มี หรือมีส่วนผสมของกองที่ไม่มีเครดิตแล้วความเสี่ยงจากกองประเภทนี้คือะไร
ขณะที่การไปคุมผลิตภัณฑ์ที่ออกขายไม่ใช่หนทางที่ ก.ล.ต.จะทำ เพราะการลงทุนและสินค้าทุกอย่างที่ออกมาถือว่ามีความเสี่ยง แต่สิ่งที่ทางการทำได้คือเข้าไปดูระบบการจัดการหรือการทำหน้าที่ของตัวกลาง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บอกว่าแต่ละธนาคารต้องมีกระบวนการและระบบการบริหารความเสี่ยงดูแลสินเชื่อที่ดี แต่เมื่อเกิดการเบื้ยวหนี้ขึ้นมาไม่ต้องถึงขั้นที่ ธปท. ต้องเข้าไปดูแลในเคสที่เกิดขึ้น รวมถึงจากตัวเลขที่ ก.ล.ต.มี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 มูลค่าตราสารหนี้ที่ไม่มีเรตติ้งมีเพียง 7% มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ทั้งระบบ ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 ที่มีอยู่ 3.58 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีเครดิต 3 หมื่นล้านบาท และตราสารหนี้ที่มีเรตติ้งระดับต่ำ 2.9 แสนล้านบาท ขณะที่ผู้ลงทุนที่ลงทุนในกอง AI มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 1.08 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับกองทุนรวมรวมทั้งระบบที่มีกว่า 4 ล้านล้านบาท
มูลค่าและการออกตราสารหนี้ไม่มีเครดิตที่เพิ่มขึ้นสูงมากตลอดปี 2559 ส่งผลให้ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย ประเมินสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น หลายแห่งที่ออกก็ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน จึงได้หยุดการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเสนอขายตราสารหนี้ไร้การจัดอันดับมาประมาณกว่า 3 เดือนแล้ว ซึ่งตอนนี้เหลือ บี/อี ที่กำลังจะหมดอายุภายในเดือน ม.ค.นี้ ประมาณ 100 ล้านบาท โดยการทำหน้าที่ตัวกลางบริษัทก็จะมีการวิเคราะห์และเลือกโดยพิจารณาดูตัวเลขทางการเงินและธุรกิจของลูกค้าที่จะออกอย่างละเอียด เพราะอีกขาหนึ่งต้องดูแลผู้ลงทุนด้วย ไม่ได้นำเสนอลูกค้าเฉพาะเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว
งานนี้จะเป็นหนังม้วนยาวให้ดูตอนต่อไปหรือไม่ คงไม่สำคัญเท่ากับทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกฝ่ายได้ออกมาทบทวนกฎเกณฑ์และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับผู้ลงทุนเองที่ต้องคำนึงความเสี่ยงจากการลงทุนเป็นหลัก มากกว่าที่จะคำนึงถึงตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนตั้งแต่คำเสนอขายผลิตภัณฑ์จากเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน







