posttoday
ทรัมป์ขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ

ทรัมป์ขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ

16 มกราคม 2560

โดย...วรดา ตันติสุนทร

โดย...วรดา ตันติสุนทร

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.30-35.50 ในสัปดาห์นี้

ประเด็นที่ตลาดจับตามองที่สุด คือการเข้าสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการของทรัมป์ในวันที่ 20 ม.ค. โดยตลาดเริ่มแสดงความกังวลต่อนโยบายของทรัมป์ หลังจากที่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการคลังออกมา ตลาดจึงรอการสาบานตนของทรัมป์และรอดูทิศทางรายละเอียดนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนดอลลาร์ในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ สัปดาห์นี้จะยังมีการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งตลาดส่วนใหญ่มองว่าจะเป็นการคงมาตรการการเงินหลังจากเริ่มเห็นทิศทางเงินเฟ้อที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในประเทศหลักของยุโรป อีกทั้งจะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงแผนการออกจากอียูของสหราชอาณาจักรโดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งปัจจัยด้าน Brexit จะกดดันตลาดต่อไป

ในด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญนั้น ทางสหรัฐจะมีรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตที่น่าจะเร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ผลผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐและข้อมูลภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้านตัวเลขสำคัญของประเทศอื่นที่ต้องจับตา มีการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของจีน ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายรัฐบาล อีกทั้งการประกาศประมาณการเศรษฐกิจของ IMF 

สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 35.71 บาท/เหรียญสหรัฐ และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น โดยแรงส่งประเด็นนี้เริ่มหมดลง และตลาดมองว่าเหรียญสหรัฐอาจแข็งค่ามากเกิน กดดันค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับหลายสกุล แม้ตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐออกมาดี แต่ไม่ได้หนุนเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแถลงข่าวของทรัมป์ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าจะได้เห็นรายละเอียดนโยบายการคลัง เช่น การลงทุนและการลดภาษีของทรัมป์ แต่ตลาดก็ต้องผิดหวังหลังจากที่ทรัมป์ยังคงไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจเพิ่มเติม เป็นเพียงแค่การพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับประเทศรัสเซียเป็นหลัก ทำให้ความไม่แน่นอนในนโยบายการคลังของทรัมป์ยังกดดันตลาดค่าเงินอยู่ เนื่องจากตลาดกลัวว่านโยบายการคลังที่ทรัมป์ใช้ตอนหาเสียงอาจทำไม่ได้มากเท่าที่คาด ทั้งนี้สัปดาห์ที่ผ่านมาต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดไทยทั้งในพันธบัตรและหุ้น มีเงินไหลเข้าสุทธิที่ 6,700 ล้าน และ 1,600 ล้านตามลำดับ หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่ามาปิดสัปดาห์ที่ 35.40 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)

ค่าเงินเยน เปิดสัปดาห์ที่ 116.89 และมีทิศทางแข็งค่าตลอดทั้งสัปดาห์จากการที่เหรียญสหรัฐอ่อนค่าเป็นสำคัญ เนื่องจากขาดปัจจัยผลักดันเหรียญสหรัฐใหม่ๆ ถึงแม้ว่าตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐจะยังอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวที่ดีและค่าจ้างแรงงานปรับตัวขึ้น แต่ตลาดก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับตลาดแรงงานสหรัฐ ที่เริ่มตึงตัวมากขนาดนั้น โดยช่วงปลายสัปดาห์ตลาดผิดหวังกับการแถลงข่าวของทรัมป์หลังจากที่ไม่มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการคลัง ทำให้แรงส่งจากการซื้อขายผ่านแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่เร่งตัวนั้นชะลอลง และเห็น Correction ของเหรียญสหรัฐ กลับมาอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเยน ทั้งนี้ เยนแข็งค่ามาปิดตลาดที่ 114.63 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)

ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.0537 และมีทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐตลอดสัปดาห์ โดยมีปัจจัยจากการอ่อนค่าเป็นแรงส่งสำคัญ เนื่องจากตลาดยังมีความไม่มั่นใจในนโยบายการคลังของทรัมป์ หลังจากที่การแถลงข่าวล่าสุด ซึ่งเป็นการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีนั้นก็ไม่ได้มีรายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้ตลาดลดความมั่นใจในการซื้อขายตามแรงส่งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่จะขึ้นสูงหลังทรัมป์เข้ามาลง ทำให้เหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับหลายสกุล โดยยูโรปิดตลาดที่ 1.0643 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)

สำหรับภาวะของตลาดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเริ่มมีการออกเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยหุ้นกู้ที่ได้มีการจัดออกในช่วงที่ผ่านมา คือ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง เสนอขายต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ A- มูลค่าที่เสนอขาย 1,510 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.88% อายุ 3 ปี ในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงจากแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการเมืองของสหรัฐ และ Brexit โดยรวมนักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย

ในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีการประมูลพันธบัตร Benchmark รุ่นอายุ 5 ปี (LB226A) ทำให้นักลงทุนยังรอดูความชัดเจนของทิศทางในตลาดก่อน ประกอบกับยังคงกังวลเรื่องการเพิ่มปริมาณของพันธบัตรในตลาด หลังจากการประมูลเสร็จสิ้น ทำให้นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุนออกไป ในส่วนของหุ้นกู้ของภาคเอกชนในตลาดรอง นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในหุ้นกู้ที่อายุสั้นๆ (1-2 ปี) เพื่อพักเงินในช่วงสั้น เนื่องจากยังคงกังวลเรื่องการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ย

สิ้นสุดสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 3, 5 และ 10 ปี อยู่ที่ 1.83%, 2.14% และ 2.71% ส่วนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี อยู่ที่ 2.29% คิดเป็น Spread 45 bps รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.14% คิดเป็น Spread 52 bps

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ