posttoday
สตาร์ทอัพไทย ลุ้นแรงหนุนดันโต

สตาร์ทอัพไทย ลุ้นแรงหนุนดันโต

14 มกราคม 2560

กระแสอยากเป็นสตาร์ทอัพ คือเริ่มต้นธุรกิจบนพื้นฐานเทคโนโลยีกำลังมาแรงเป็นที่โหยหาของคนรุ่นใหม่

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

กระแสอยากเป็นสตาร์ทอัพ คือเริ่มต้นธุรกิจบนพื้นฐานเทคโนโลยีกำลังมาแรงเป็นที่โหยหาของคนรุ่นใหม่ รวมถึงมนุษย์เงินเดือนที่อยากเปลี่ยนจากคนทำงานกินเงินเดือนนายจ้างออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ซึ่งยุคนี้เป็นสตาร์ทอัพไม่ยากเพราะมีคนที่พร้อมสนับสนุน แต่สตาร์ทอัพที่จะผ่านอุปสรรคต่างๆ จนประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดมีไม่กี่รายเท่านั้น

เรืองโรจน์ พูนผล ผู้บริหารกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก เปิดเผยในงานสัมมนาสตาร์ทอัพ เดย์ ที่จัดโดยเอปสันร่วมกับกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก ว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สตาร์ทอัพไทยจัดอยู่กลุ่มเดียวกับกัมพูชาและลาว ที่ยังไม่มีบริษัทใดมีมูลค่าธุรกิจเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีแล้ว โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่าไทยจะหยุดอยู่แค่กลุ่มนี้ เพราะคนไทยมีศักยภาพ แต่เริ่มต้นหลังประเทศอื่น เช่น ระบบนิเวศ สำหรับสตาร์ทอัพในไทยเพิ่งเกิดปี 2555 เชื่อว่าหลังจากนี้สตาร์ทอัพไทยโตได้เร็วแน่นอน

สิ่งที่จะทำให้สตาร์ทอัพไทยโตได้ คือ ต้องมีความเชื่อมั่นว่าจะไปได้มองโลกในแง่ดี ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับเพื่อนร่วมทีมและครอบครัว กลุ่มสตาร์ทอัพที่กองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก สนใจ คือ เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพราะรายได้ด้านการท่องเที่ยวคิดเป็น 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และการศึกษา เพราะไทยมีเด็กที่สอบได้คะแนนสูงๆ ในโลกมาก และตลาดการศึกษามีขนาดใหญ่ 5 เท่า เมื่อเทียบกับธุรกิจโทรคมนาคม

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี และผู้บริหารกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า สตาร์ทอัพที่เริ่มจากระดมทุนได้ไม่มากจนมีขนาดธุรกิจระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท จัดว่าเป็นระดับยูนิคอร์นในโลกมีกว่า 100 บริษัทเท่านั้น ระดับรองจากนั้น คือ เซ็นทอร์ มีมูลค่าธุรกิจเกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,500 ล้านบาท ซึ่งไทยเริ่มมีแล้ว

ด้านกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก ช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ลงทุนในสตาร์ทอัพที่อยู่ในไทยไปแล้ว 30 บริษัท โดยการหานักลงทุนที่เชื่อในสิ่งที่สตาร์ทอัพเชื่อ สิ่งสำคัญอยู่ที่ขั้นตอนนำเสนอ สตาร์ทอัพต้องเชื่อหมดใจในสิ่งที่ทำก่อน ว่า ทำได้ เป็นไปได้ และมีโครงสร้างธุรกิจเพื่อทำให้สิ่งที่ทำสำเร็จ นักลงทุนที่จะมาลงทุนให้สตาร์ทอัพ เริ่มตั้งแต่ แองเจิลลิส เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลที่นำเงินมาให้ลงทุนจนถึงกองทุนขนาดใหญ่ ทุกครั้งที่สตาร์ทอัพระดมทุนจะนำมาเพื่อใช้ใน 10-18 เดือนเท่านั้น หากระหว่างนั้นธุรกิจยังไม่ล้มก็ไประดมทุนรอบใหม่ได้ อยู่ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่แค่ไหน

ทั้งนี้ ปี 2555 ในไทยมีสตาร์ทอัพระดมทุนกว่า 70 ล้านบาท หนึ่งในนั้น คือ อุ๊คบี ที่ระดมทุนไปกว่า 60 ล้านบาท ผ่านมา 5 ปี มีเงินลงทุนในสตาร์ทอัพ ไม่รวมที่มีคนให้เงินลงทุนแบบไม่เปิดเผย น่าจะเกือบ 1 หมื่นล้านบาทแล้ว โตหลัก 100 เท่า จาก 5 ปีก่อน สะท้อนว่าไทยมีระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพที่แข็งแรงมาก เช่น มีโรงเรียนสอนสร้างสตาร์ทอัพ มีนักลงทุนนำเงินมาให้สตาร์ทอัพ มีสื่อเกี่ยวกับสตาร์ทอัพ มีโคเวิร์กกิ้ง สเปซ สถานที่ทำงานแบบแบ่งปันสำหรับสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่มีสำนักงาน และมีหน่วยงานราชการสนับสนุนเชิงนโยบาย

“หลายครั้งสิ่งที่สตาร์ทอัพทำเป็นเส้นบางๆ ระหว่างการผิดกฎหมาย แต่ท้ายสุดต้องมีหน่วยงานรัฐมาสนับสนุน ต้องเข้าใจว่าไม่ควรนำกฎหมายที่เขียน 30-40 ปีที่แล้วมาขีดเส้นให้นวัตกรรมไม่เกิด” ณัฐวุฒิ กล่าว

ท้ายนี้ แนวคิดทำสตาร์ทอัพหาได้ง่ายทั่วไป สิ่งสำคัญอยู่ที่ลงมือทำ ไม่อยากให้สตาร์ทอัพพุ่งเป้าที่สิ่งประดิษฐ์ ควรพุ่งเป้าที่การแก้ปัญหา และการมีโครงสร้างธุรกิจที่จะขยายตัวได้ โดยแนวคิดสร้างสตาร์ทอัพจะคิดขึ้นใหม่ก็ได้ หรือดูสิ่งที่สำเร็จแล้วในต่างประเทศแล้วมาวิวัฒนาการต่อ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท