posttoday
‘บุญทักษ์ หวังเจริญ’ แบงก์ต้องเปลี่ยนรับเศรษฐกิจดิจิทัล

‘บุญทักษ์ หวังเจริญ’ แบงก์ต้องเปลี่ยนรับเศรษฐกิจดิจิทัล

14 มกราคม 2560

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้ทำให้ภาคธุรกิจทุกประเภทต้องปรับตัวตาม

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้ทำให้ภาคธุรกิจทุกประเภทต้องปรับตัวตาม ในภาคการเงินนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจากการเกิดขึ้นของฟินเทค เกิดคู่แข่งขันรายใหม่กับธนาคารซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงิน และการเติบโตของสมาร์ทโฟน ทำให้แบงก์ทุกแห่งต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย อดีตประธานสมาคมธนาคารไทย ผู้ที่ได้ริเริ่มให้มีแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ของธนาคารพาณิชย์ว่าในอนาคตธุรกิจจะไปในทิศทางใด ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า

“แบงก์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้ธุรกิจถูกกลืนหายไป คิดว่าอยู่ในเรือไททานิค คือไม่มีวันจม ตอนเป็นประธานสมาคมธนาคารไทย ตอนนั้นพยายามทำให้เห็นคือทำแผน 5 ปี ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี) เริ่มขึ้นแล้ว เราต้องปรับตัวรับมัน กฎหมายต่างๆ ก็ปรับเยอะ เขตการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) เข้ามา อนาคตที่มาถึงเป็นอย่างไร แบ่งเป็นกลุ่มให้ทำงานกันว่ามี 13 อย่างที่จะเข้ามากระทบ เสร็จแล้วส่งให้ซีอีโอและให้ส่งรายงานให้ผู้ว่าการแบงก์ชาติทุก 6 เดือน” บุญทักษ์ กล่าว

ในแผน 5 ปี ส่วนที่เป็นประเด็นดิจิทัล เราให้เห็นว่าแบงก์ควรจะทำ มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจไทย ปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็ว ช่วยให้ธนาคารมีประสิทธิภาพในระยะยาว แต่ในช่วงแรกจะทำให้ค่าธรรมเนียมหายไปประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่ในระยะยาวมันจะลดค่าใช้จ่ายอย่างช้าๆ การประหยัดมาจากการปิดสาขา การลดการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม จะค่อยๆ ลดลงตามมา ถ้าเราไม่เริ่มทำในช่วงที่แข็งแรงอยู่ ไปทำตอนที่เราแข่งขันไม่ได้ มันไม่ทันแล้ว

บุญทักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ค่าธรรมเนียมของธนาคารกลับหัวกลับหาง ใช้ดิจิทัลต้นทุนถูกมาก ส่วนการให้บริการที่สาขามีต้นทุนที่สูงกว่า ราคา 80 บาท/ครั้ง แบงก์ให้บริการที่เคาน์เตอร์ฟรี แต่ใช้ดิจิทัลกลับคิดเงิน ถ้าหากเราคิดราคาอย่างนี้แทนที่คนจะมาใช้บริการแบงก์ ก็จะไปใช้นันแบงก์ที่มีค่าธรรมเนียมถูกกว่า นี่เป็นตัวอย่างที่นันแบงก์มาทำ แบงก์ก็จะเหลือแต่บริการที่เคาน์เตอร์ซึ่งมีต้นทุนแพงกว่า

“การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน เราจะต้องริเริ่มการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับเรา  ธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ทำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) อีกสักพักก็จะมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาทำบล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ ตอนนี้คนยังรู้แค่แอพพลิเคชั่น ในอนาคตเป็นบล็อกเชนที่จะเปลี่ยนโฉมการให้บริการของแบงก์ เดิมข้อมูลทุกอย่างของลูกค้าจะมาเก็บที่แบงก์ แบงก์ก็สร้างไฟร์วอลล์เพื่อรักษาความปลอดภัยที่ข้อมูลอยู่กับแบงก์คนเดียวไม่มีใครรู้ แต่บล็อกเชนข้อมูลอยู่กับทุกๆ คนที่ดาวน์โหลด ฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนกลางอีกแล้ว ไม่ต้องมีธนาคารก็ได้ อยู่ที่ทุกคนไปดาวน์โหลดบล็อกตัวนั้นมา เช่นสมาร์ทคอนแทรกต์” บุญทักษ์ กล่าว

ปัจจุบันการโอนเงินข้ามประเทศมี 10% ของการโอนเงินทั้งหมด หากไปใช้บล็อกเชนกันธนาคารจะทำอย่างไร นอกจากนี้ ธนาคารกลางเองก็เริ่มคิดถึงสกุลเงินดิจิทัล (ดิจิทัลเคอเรนซี่) แนวโน้มของพวกนี้จะมา ถ้าแบงก์ไม่ปรับตัวในอนาคตจะอยู่ยาก

บุญทักษ์ บอกว่า เรื่องนี้พูดไปไม่มีใครเชื่อ ทางธนาคารสมาชิกก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เหมือนเชื่อว่า เรือไททานิคไม่มีวันจม เมื่อมันมาถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่เยอะมากจะหายไป ส่วนค่าใช้จ่ายที่จะต้องประหยัดมันจะมาพร้อมกับหยาดน้ำตา จะต้องปิดสาขา เอทีเอ็ม พนักงานธนาคารจะต้องเปลี่ยนสกิลแรงงาน ผมคิดว่าจะใช้เวลา 3-4 ปีก็จะเห็นตรงนี้

รายได้ของธนาคารในประเทศไทย 90% มาจากสาขา แต่มีคนประมาณ 30-40% ที่ไปสาขา ถ้าเรามองภาพกลับจะเห็นตอนนี้ธนาคารใช้สาขาขายประกัน ขายกองทุนรวม แต่คน 60-70% ไม่ได้ไปสาขา ดิจิทัลปัจจุบันใช้ในการทำทรานแซคชั่น ไม่ได้ใช้ในการขายผลิตภัณฑ์แต่อีกหน่อยจะเปลี่ยนไปเป็นขายด้วยคอลเซ็นเตอร์ คนจะไปซื้อผลิตภัณฑ์ในดิจิทัลแบงก์มากขึ้น

ตรงนี้คนที่ไม่เชื่อก็จะเถียงว่า คนไทยชอบไปสาขา คนไม่ชอบใช้ดิจิทัลแบงก์เพราะกลัวถูกแฮ็กข้อมูล ในอนาคตไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นแล้ว

ถ้าแบงก์คิดไปในโหมดนี้ จะได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาฆ่าผลิตภัณฑ์เก่าของตัวเอง ทุกคนไม่ได้ถูกสอนให้มาทำผลิตภัณฑ์เพื่อฆ่าตัวเอง แต่ของทหารไทยเป็นตัวอย่างฆ่าตัวเองตั้งแต่ต้น ตรงนี้เป็นตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมและความคิด เปลี่ยนมา 7-8 ปีแล้วก็ยังไม่พอ ต้องเปลี่ยนอีก

สำหรับธนาคารขนาดเล็กจะอยู่ได้หรือไม่ แบงก์เล็กมีข้อดีที่เล็กก็เลยเปลี่ยนได้เร็ว ซึ่งเราก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเร็ว เพราะเสียเปรียบฐานลูกค้ากับแบงก์ใหญ่ ส่วนแบงก์ใหญ่นั้นจะไม่ค่อยเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน แต่ถ้ามีข้อดีคือการเปลี่ยนจะทำให้ได้ฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่า ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เปลี่ยนเร็ว ในที่สุดแล้วอาจจะไม่ใช่ว่า ใครจะเปลี่ยนเร็วกว่าใคร

ส่วนการที่กลุ่มซีพีเข้าไปร่วมกับอาลีบาบา และจะปล่อยกู้ในร้านเซเว่นนั้น ไม่น่าเป็นห่วงเพราะว่าการปล่อยสินเชื่อก็จะต้องรับความเสี่ยงจากหนี้เสียด้วย ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชนมาใช้ปล่อยกู้ ดังนั้นการพิจารณาเรื่องความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้นทุนการเงินของนันแบงก์จึงสูงกว่า ซึ่งก็จะต้องไปแข่งกันตรงนี้ และความสะดวกและง่ายต่อลูกค้า ช่วงแรกอาจจะช้าแล้วมันจะเร่งตัวเร็วมาก

สิ่งเหล่านี้จะได้เห็นในอนาคตข้างหน้า ไม่เพียงธนาคารต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้บริโภคเองก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้รับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี