
ประกันห่างเป้าโตแค่0.49%
เบี้ย10เดือนแรกปี’59 สะท้อนเอกชนชะลอลงทุน-แข่งราคาดุ ลุ้นตัวเลขทั้งปี
เบี้ย10เดือนแรกปี’59 สะท้อนเอกชนชะลอลงทุน-แข่งราคาดุ ลุ้นตัวเลขทั้งปี
โพสต์ทูเดย์ - เบี้ยประกันวินาศภัยช่วง 10 เดือนแรกปีก่อน โตเพียง 0.49% ห่างจากเป้าตลาดทั้งปีที่ตั้งไว้โต 3.2-3.5% เหตุแข่งลดราคาแย่งลูกค้า
แหล่งข่าวจากสำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมตัวเลขจากบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบ 10 เดือนแรกมีเบี้ยรับรวม 1.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.49% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากเป้าหมายทั้งปีที่ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยประมาณการณ์ว่าจะเติบโต 3.2-3.5% หรือมีเบี้ยรับรวม 2.1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.27% เบี้ยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์ หรือนันมอเตอร์ 7.24 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.58%
นายพิชิต เมฆกิตติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินดิเพ็นเดนท์ คอนซัลแตนท์ กล่าวว่า บริษัทประกันวินาศภัยที่สามารถเติบโตได้ในปี 2559 ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เพราะมีเงินกองทุนมากที่จะทำตลาดเพื่อแย่งลูกค้าใหม่ได้ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กมีแนวโน้มที่ขนาดธุรกิจจะเล็กลง เพราะไม่สามารถขยายตลาดได้เพราะมีเงินกองทุนจำกัด
“ปี 2559 ภาคเอกชนไม่มีการขยายการลงทุน ทำให้ไม่มีงานใหม่เข้ามา ยอดขายรถยนต์ก็เพิ่มไม่มาก ทุกบริษัทจึงแย่งลูกค้ากัน แม้จะพยายามลดต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน แต่เงินที่เหลือก็เอาไปแข่งลดราคา ต้นทุนก็ไม่ได้ลดจริงๆ” นายพิชิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 บริษัทประกันภัยต่างประเทศมีการควบรวมกิจการกันถึง 7 รายการ เพื่อเพิ่มขนาดเงินกองทุนให้มีความแข็งแกร่งในการขยายตลาด อาทิ บริษัท เอ็มทรัสต์ ไฟแนนเชียลควบรวมกับบริษัท เอเอ็นวี โฮลดิ้ง บริษัท สมโปะ โฮลดิ้ง ควบรวมกิจการกับบริษัท เอ็นดูแอนซ์
ทั้งนี้ บริษัทประกันวินาศภัยไทยยังไม่มีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดเงินกองทุนและทุนจดทะเบียนของบริษัทประกันภัยเก่ากฎหมายยังกำหนดไว้ที่ 10% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม หรือ ขั้นต่ำ 30 ล้านบาท มีเพียงบริษัทประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตใหม่เมื่อปี 2540 เท่านั้นที่กฎหมายกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 300 ล้านบาท
“ถ้าทุนจดทะเบียนไม่มาก เงินกองทุนไม่สูง การจะขยายตลาดใหม่ๆ หรือพัฒนาแบบประกันใหม่ๆ ก็ทำได้ยาก หลายบริษัทจึงทำการประกันภัยต่อยังต่างประเทศบริษัทจึงไม่โตเสียที” นายพิชิต กล่าว
นายพิชิต กล่าวว่า ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีการควบรวมกิจการกันหรือไม่ เพราะบริษัทที่มีขนาดเล็กมีมากเกินไป ควบรวมกันแล้วก็ยังมีขนาดเล็ก ซึ่งต้องรอทางการว่าจะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไร







