
การลงทุน ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
มองว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้นะครับ จริงอยู่ความกังวลต่อประเด็นต่างๆ อาจจะมีเพิ่มขึ้น
มองว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้นะครับ จริงอยู่ความกังวลต่อประเด็นต่างๆ อาจจะมีเพิ่มขึ้น
ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงกลางของวงจรการฟื้นตัวเท่านั้น ตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแกร่ง อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะดำเนินนโยบายผิดพลาด (ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง) แต่ก็มิอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องสะดุดในทันที คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่านโยบายที่ผิดพลาด (หากว่าจะผิดพลาด) จะสะสมพลังเพียงพอที่ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจบิดเบี้ยวกลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ ซึ่งคงยังไม่ใช่ใน 1-2 ปีนี้ ในยุโรป ปัญหาการเมืองดูเหมือนจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
แต่อย่างที่เห็นในกรณีประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป(เบร็กซิต) เศรษฐกิจอาจชะลอตัวในระยะสั้น แต่ก็ไม่ถึงกับฟุบลงในทันที เพราะสุดท้ายก็ไม่รู้จะ “ออก” ยังไง ยังต้องใช้เวลาในการเจรจากันก่อน ในด้านประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้ร่วงลงรุนแรงเหมือนในช่วงปีที่ผ่านๆ มา ประเทศในกลุ่ม EM ก็น่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้
มองว่าดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ แต่คงไม่ได้ปรับขึ้นเร็วเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ในครึ่งหลังของปีก่อนถือเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นถึง 1% ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก (11 ครั้งในรอบ 25 ปี ที่ผ่านมา) ในระยะสั้น
อาจมีแรงซื้อคืนเข้ามาในตลาดพันธบัตรได้บ้าง แต่ในระยะถัดไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการขาดดุลการคลังภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่มีจะเพิ่มขึ้น ล้วนแต่จะผลักดันให้บอนด์ยิลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากการปรับตัวที่รุนแรงเกิดขึ้นไปแล้ว ตลาดรับข่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง เราจึงไม่คิดว่าในปีนี้การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้จะรุนแรง
ผลตอบแทนของการลงทุนในตราสารหนี้มาจากสองส่วน หนึ่งคือดอกเบี้ยจากวันที่ซื้อ ซึ่งถือว่าต่ำในปัจจุบัน และทิศทางของยิลด์หลังจากนั้น ซึ่งช่วงที่เป็นอัตราผลตอบแทนขาขึ้นก็จะทำให้ราคาของตราสารหนี้ปรับลดลง ยิ่งทำให้ผลตอบแทนต่ำลงไปอีก ทำให้มีมุมมองใน “เชิงลบ” ต่อการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว แต่การลงทุนในตลาดเงินจะไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นนัก แต่ด้วยดอกเบี้ยปัจจุบันที่ค่อนข้างต่ำ (ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5%) จึงมีมุมมองที่ “เป็นกลาง” เท่านั้นต่อตลาดเงิน
ทั้งนี้ ยังคงมีมุมมองใน “เชิงบวก” กับการลงทุนในหุ้นอยู่ ในภาพการลงทุนทั่วโลกนั้น หากเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงวงจรกลาง การลงทุนในตลาดหุ้นถือว่ายังน่าสนใจอยู่ ส่วนปัจจัยบวกที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ การลงทุนของภาครัฐ งบประมาณกลางปี การฟื้นตัวของกำลังซื้อ และการปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงกระแสเงินลงทุนที่เรามองว่ามีโอกาสไหลเข้ามาในไทยมากกว่าที่จะไหลออก แต่ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นนั้นคงจะไม่สูงเหมือนในปีที่ผ่านมา
คาดหวังผลตอบแทนในปีนี้ในระดับตัวเลขตัวเดียว โดยตั้งเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,668 จุด กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนเติบโตระดับ 9% และสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ระดับ 17 หากแต่การเคลื่อนไหวของ
หุ้นในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ละรายตัวหุ้น อาจจะมีความแตกต่างกันได้มากเหมือนกัน จึงเป็นโอกาสในการหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากผลตอบแทนของตลาดได้ ขณะที่การกระจายการลงทุนต่างประเทศก็ยังคงมีความสำคัญ ทั้งในการช่วยกระจายความเสี่ยงและหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม
ทั้งนี้ อาจจะเน้นไปที่ประเทศที่มีมาตรการกระตุ้นอย่างชัดเจน อย่างสหรัฐหรือยุโรป (ที่ยังมีมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือประเทศมีอัตราการเติบโตสูงอย่าง อินเดีย จีน หรือประเทศเพื่อนบ้าน
ในด้านสินทรัพย์ทางเลือกนั้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีทส์) ในประเทศที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปีก่อน อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สวยหรูในปีนี้ แต่คาดว่าผลตอบแทนในระดับ 4-5% ยังน่าจะเป็นไปได้ จึงยังมีมุมมองที่ “เป็นกลาง” ขณะที่น้ำมันอาจจะทรงตัวอยู่ได้ในระดับ 50 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ข้อตกลงของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และนอกโอเปก ทำให้มีมุมมองที่ “เป็นกลาง” แต่การลงทุนในกองทุนน้ำมันที่ไปลงในฟิวเจอร์ส ซึ่งปัจจุบันเส้นฟิวเจอร์สมีลักษณะชันขึ้น ทำให้การลงทุนในกองทุนน้ำมัน “ไม่น่าสนใจ” เท่าใดนัก และสุดท้าย
มีมุมมองที่ “เป็นบวก” ต่อการลงทุนในทองคำ ราคาทองคำร่วงลงมาค่อนข้างแรงในช่วงปลายปีก่อน เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าเป็นหลัก เรามองว่าในปีนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอาจจะผันผวนจากที่มีหลายปัจจัย ทั้งบวกและลบเข้ามากระทบ แต่หากมองทั้งปีแล้ว ประเมินว่าเหรียญสหรัฐอาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นนักจากปีก่อน แม้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง แต่ประเมินว่าเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในปีนี้ แต่การที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจประกาศลดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตร น่าจะฉุดให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาทองคำ
แนะนำให้มีการปรับพอร์ต หลบสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับกลางๆ อย่างตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งจะค่อนข้างอ่อนไหวกับดอกเบี้ยขาขึ้น โดยส่วนหนึ่งโยกเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และไม่ได้รับผล
กระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นมากนัก อย่างเช่นตลาดการเงิน เป็นต้น เพื่อหาผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
แต่อีกส่วนโยกเข้าลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น อย่างเช่น หุ้น ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม ผลตอบแทนทั้งหุ้นทั้งตราสารหนี้ระยะยาวอาจจะไม่ได้สดใสนัก แต่ตลาดหุ้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ทำให้แนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย







