
ลุยมาตรการภาษีประกันวัยเกษียณ
นายกรัฐมนตรี ยันเดินหน้ามาตรการภาษีประกันวัยเกษียณ
นายกรัฐมนตรี ยันเดินหน้ามาตรการภาษีประกันวัยเกษียณ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยจูงใจให้ประชาชนออมเงินผ่านระบบประกันภัยเพื่อวัยเกษียณ รวมทั้งจัดตั้งระบบการออมเพื่อวัยชราภาพ ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ สำหรับประกันชีวิตเป็นหลักประกันทางรายได้หลังวัยเกษียณได้ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่ประสบกันทั่วโลก การที่ประเทศมี ผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นนั้น จะส่งผลให้การออมและความมั่งคั่งของประเทศลดลง เนื่องจากกำลังแรงงานจะลดลงเพราะต้องไปดูแลญาติผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและการสงเคราะห์ประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจประกันชีวิตมีการพัฒนารูปแบบการประกันชีวิตควบการออมและการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุได้เลือกซื้อ
การที่สังคมของไทยกำลังประสบกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่าต่อจากนี้ไปไม่เกิน 20 ปี ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึง 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินได้เพียงพอกับการดูแลตนเองไม่ให้เป็นภาระกับบุตรหลาน บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย ต้องเร่งพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตสำหรับผู้สูงวัย กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบเงินได้รายปี หรือแบบเบี้ยบำนาญเลี้ยงชีพ และกรมธรรม์ประกันสุขภาพหรือคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล
นายกฯ กล่าวว่า จากการประกันชีวิตช่วยสร้างหลักประกันที่มั่นคงและอบอุ่นใจ ด้วยการคุ้มครองความสามารถในการหารายได้ของบุคคลและครอบครัว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ เช่น การเจ็บป่วย เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร ซึ่งหากบุคคลที่เป็นหลักของครอบครัวได้ทำประกันชีวิตไว้ ก็จะได้รับเงินก้อนหนึ่งจากการประกันชีวิต ทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ภรรยาหรือบุตรในวัยเรียน มีเงินไว้ใช้จ่ายในระยะปรับตัว นับเป็นมาตรการหนึ่งที่ลดปัญหาต่างๆ ทางสังคม
การประกันชีวิต จึงเป็นระบบที่ทำให้หน่วยย่อยของสังคมที่สำคัญ คือ สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญที่รองรับนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีส่วนในการระดมเงินออมที่สามารถนำเงินไปลงทุน เพื่อช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณหนึ่งล้านล้านบาท ในปี 2552 โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10%
อย่างไรก็ตาม ได้ทราบข้อมูลว่าปัจจุบันคนไทยยังคงใช้ประโยชน์จากการประกันภัยน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งระบบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปี 2552 เพียง 4.07% และมีสัดส่วนผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อประชากร เพียง 25.37% หรือในประชากร 100 คน มีผู้ทำประกันชีวิตเพียง 25 คนเท่านั้น
ดังนั้น การเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็น และคุณประโยชน์ของการประกันภัยและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อธุรกิจประกันภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการออมระดับครัวเรือนโดยกระตุ้นให้ประชาชนในทุกช่วงวัยมีการออมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น







